Songkhla Aquarium Design In The 1st Rangsit University International Design Symposium “Work in Progress”


Designer :  Kongrat   Suntornrojpattana
      
Songkhla Aquarium established by Songkhla Municipality. Located at Laem Son-On.Bor-yang Subdistrict,Muang District,Songkhla. Songkhla Aquarium is the newest tour place of Songkhla Province.As the Knowladge source of under water life.There will bring you down to under water world.Seeing the greatest gigantic and plentiful of giant groupers in Thailand,Friendly Leopard Sharks and Group of colourful fishes living surrounded by beautiful coral reefs which you can touch the real of under water life
My concept is ' Eco-Friendly  and  Ocean-Inspired', A lot of people would like to have an experience of Under the Sea. This design gives the feeling of the diving under the sea to the customer. Besides that, the lighting also following the mood of under the sea.the Interior Architect design develop spatial relationships, locate all support services for exhibit cleaning, feeding, veterinary services,and deliveries, and define visitor and staff circulation pathways. Basic engineering systems were overlaid on the design to verify system 

การประชุมวิชาการนานาชาติ The 1st Rangsit University International Design Symposium “Work in Progress”


          คณะศิลปะและการออกแบบ คณะดิจิทัลอาร์ต มหาวิทยาลัยรังสิต 
ร่วมกับ 7th International Conference for Design for Sustainability of Japan 
จัดการประชุมวิชาการนานาชาติ The 1st Rangsit University International Design 
Symposium“Work in Progress” เพื่อเป็นเวทีในการนำเสนอผลงานสร้างสรรค์ และ
งานออกแบบให้กับคณาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา

         โดยมีการจัดนิทรรศการและการเสวนาในหัวข้อต่างๆ ที่น่าสนใจ โดยวิทยากร

ผู้ทรงคุณวุฒิจากนานาชาติ อาทิ Mr.Singgih S. Kartono ผู้ก่อตั้ง Magno Brand 

ประเทศอินโดนีเซีย, Prof. Fumi Masuda จากมหาวิทยาลัย 

Tokyo Zokei University ประเทศญี่ปุ่น, Prof. Han Koning จาก Hanze University of

 Applied Sciences,Groningen ประเทศเนเธอร์แลนด์, คุณมกร เชาว์วาณิช นายกสมาคม

นักออกแบบผลิตภัณฑ์แห่งประเทศไทยและ Design Director บริษัท Cerebrum Design

 คุณศิริศักดิ์ คชพัชรินทร์ นายกสมาคมสมาคมแอนิเมชั่น

และคอมพิวเตอร์กราฟิกแห่งประเทศไทย (TACGA) และคุณฉัตรพงษ์ ชื่นฤดีมล 

ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Bangkok Architectural Research (B/A/R)
















































แต่งบ้านแบบง่ายๆ ดีไซน์ห้องในฝันให้เป็นจริง

          การลงมือตกแต่งบ้านด้วยตนเองแม้จะสิ้นเปลืองเวลาและอาจจะยุ่งยากบ้าง แต่ก็เป็นความเหนื่อยและยุ่งยากระคนความสุข ยิ่งได้ผลงานที่ออกมาทำให้บ้าน หรือมุมต่างๆ ของบ้านเปลี่ยนไปตามที่ใจอยากจะให้เป็น ก็ยิ่งหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง
          คอลัมน์ "เดคอเรต" ฉบับนี้ ขอแนะนำการตกแต่งบ้านด้วยวิธีง่ายๆ ที่เก็บตกจากกิจกรรม "แต่งบ้านอย่างไรน่าอยู่" ซึ่งจัดขึ้นที่บริเวณชั้น 2 อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ สาขารังสิต โดยการผนึกกำลังกันของบริษัท บางกอก แฟรนไชส์ จำกัด บริษัท วังทอง กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท โฮมบายเออร์ไกด์ จำกัด
          โดยนำลูกบ้านโครงการวังทอง และลูกค้าของอินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ พร้อมรูปแบบห้อง (Floor Plan) มาพบปะนิสิตนักศึกษาชั้นปีที่ 2-4 จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และคณะศิลปกรรม สาขาวิชาออกแบบภายใน มหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อช่วยกันดีไซน์ห้องในฝันให้เป็นความจริง
          โดยมี "มัลลิการ์ บุณฑริก" รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยา ลัยรังสิต "คงรัฐ สุนทรโรจน์พัฒนา" อาจารย์ประจำคณะศิลปกรรม สาขาวิชาออกแบบภายใน มหาวิทยาลัยรังสิต และ "พิริยะ บุญกิตติวัฒนา" ผู้จัดการอินเด็กซ์ ดีไซน์เซ็นเตอร์ กลุ่มบริษัทบางกอก อินเตอร์เฟิร์น ในฐานะดีไซเนอร์เฟอร์นิเจอร์ คอยให้คำแนะนำ
เฟอร์นิเจอร์ช่วยเปิดมุมมองต่อเนื่อง
          สำหรับตัวบ้านและห้องที่นำมาเป็นแบบอย่างในการตกแต่ง เป็นบ้านขนาดเนื้อที่ไม่ใหญ่ไม่เล็ก พอดีๆ เพื่อผู้รักบ้านทั่วๆ ไป จะได้มั่นใจว่า แม้จะมีพื้นที่ใช้สอยไม่มาก แต่ก็สามารถออกแบบตกแต่งให้ดูโปร่งโล่งสบายได้ เช่น การออกแบบพื้นที่ชั้น 2 ให้มีพื้นที่เปิดโล่งส่วนหนึ่ง ก็จะช่วยลดความอึดอัดของตัวบ้าน
          ส่วนการออกแบบ "บ้านเล่นระดับ" แม้จะช่วยให้บ้านดูโปร่ง แต่วิธีนี้ไม่เหมาะกับบ้านที่มีพื้นที่ใช้สอยไม่มาก
เช่นเดียวกับการตกแต่งภายใน ควรเลือกใช้ของตกแต่งที่เป็น "ของนิ่ม" เช่น เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากนวม เพื่อช่วยลดความแข็งกระด้าง และไม่ควรมองข้ามการใช้สี โดยเฉพาะห้องที่มีพื้นที่แคบ ควรเลือกเฟอร์นิเจอร์ "สีอ่อน" 
ที่ไม่ควรมองข้ามคือ "มุมมอง" การเลือกเฟอร์นิเจอร์สามารถสร้างให้เกิด "มุมมองต่อเนื่อง" ได้ หมายถึงอาจเลือกเฟอร์นิเจอร์มาตกแต่งเป็นฉากกั้นเพื่อแบ่งแยกสัดส่วนพื้นที่ 
"อยู่สบาย-ใช้ประโยชน์สูงสุด"
          การตกแต่งให้อยู่สบายและใช้ประโยชน์ได้สูงสุด คือสิ่งสำคัญมากกว่าตกแต่งให้สวยงาม หรือเลียนแบบตามแมกาซีน เพราะจะได้บ้านที่เหมือนคนอื่น แต่ไม่ใช่บ้านที่เป็นสไตล์ของตัวเองจริงๆ 
          อย่างไรก็ตาม มีเจ้าของบ้านจำนวนไม่น้อยที่ให้ความสำคัญกับงบประมาณเพื่อให้หน้าตาของบ้านออกมาสวยงาม และละเลยเรื่องการออกแบบภายในที่เกี่ยวข้องกับของตกแต่ง-เฟอร์นิเจอร์ไป สิ่งที่ดีที่สุดคือ ควรวางงบประมาณทั้งการก่อสร้างและการออกแบบภายในให้เหมาะสม
เลือกเฟอร์นิเจอร์ตามสไตล์เฉพาะตัว
          สำหรับการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ ที่ผ่านมาเฟอร์นิเจอร์มีพัฒนารูปแบบเพื่อรองรับกับเทรนด์บ้าน ทั้งเฟอร์นิเจอร์ในสไตล์โมเดิร์น, โอเรียน ทอล (แนวตะวันออก) และแนวบาหลี มีให้เลือกหลากหลายมากขึ้น 
          แต่โดยรวม คำนิยามของเฟอร์นิเจอร์สไตล์โมเดิร์นน่าจะหมายถึงงานที่เป็นแนวเรียบๆ แต่มีความกุ๊กกิ๊กที่เป็นเอกลักษณ์แฝงอยู่ ขณะที่เฟอร์นิเจอร์สไตล์โอเรียนทอล จะเป็นมีลายเส้น และมีความเป็นธรรมชาติในชิ้นงาน เช่น มือจับจะทำจากไม้ รวมถึงแนวบาหลีที่โทนสีจะเป็นเข้มขรึม
          อย่างไรก็ตาม การเลือกเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน ควรคำนึงถึงขนาดพื้นที่ใช้สอยภายในบ้าน การใช้งาน รูปแบบ สีสัน คุณภาพ การติดตั้ง และงบประมาณเป็นหัวใจหลัก และให้เลือกในสิ่งที่คนในครอบครัวต้องการ เพื่อให้บรรยากาศที่ออกมาเป็นสไตล์ที่เจ้าของบ้านต้องการจริงๆ
          ถ้าอยากให้ออกแบบและตกแต่งบ้านในแบบที่เรามองดูเมื่อไรก็มีความสุขเมื่อนั้น แทนที่จะออกแบบเพราะดูจากแบบบ้านของคนอื่นๆ โดยที่เราไม่ได้มีวิถีชีวิตแบบเดียวกัน
          เคล็ดลับการแต่งบ้านอีกอย่างหนึ่ง ให้มองเรื่องฟังก์ชันการใช้สอยที่สอดคล้องกับรูปแบบการใช้วิถีชีวิตก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนเรื่องความสวยงามบุคลิกภายนอกตัวบ้านให้เป็นเรื่องรอง 
          ไม่เช่นนั้นคุณอาจได้บ้านที่สวยงาม แต่อยู่แล้วไม่เติมเต็มความสุขอย่างที่คิด 

กูรู ม.รังสิต เผยเคล็ดลับเรียน “interior Design” วางแผนดี อนาคตไกล





         อาจารย์ภาควิชาออกแบบภายใน คณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.รังสิต เผย สาขาวิชา “Interior Design”
 ออกแบบตกแต่งภายใน เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบศิลปะ วาดภาพ มีความคิดสร้างสรรค์ แนะควรเปิด
โลกทัศน์ อ่านหนังสือเดินทางท่องเที่ยวเก็บประสบการณ์มาประยุกต์ใช้ ไม่ควรย่ำอยู่กับที่ พร้อมแนะบัณฑิตใหม่ 
อย่าเลือกงาน รีบคว้าโอกาสโชว์ ศักยภาพ อาจก้าวไกลสู่ระดับนานาชาติ

ผณิภุช ชาญเลขา อาจารย์จากภาควิชาออกแบบภายใน คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
       ผณิภุช ชาญเลขา อาจารย์จากภาควิชาออกแบบภายใน คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และประธานกรรมการ
บริหารเดอะ เบบี้ อาร์ท สตูดิโอ (The Baby Art Studio) กล่าวว่า หลังจากที่สำเร็จการศึกษาจากคณะศิลปกรรมศาสตร์
 มหาวิทยาลัยรังสิตก็ได้มีโอกาสได้ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขา Interior Architecture & Design ออกแบบตกแต่ง
ภายในและโครงสร้างสถาปัตยกรรม Motion ที่ Academy of Art University San Francisco, California USA มหาวิทยาลัยศิลปะ
และ Designที่ได้รับการรับรองที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ซึ่งทัศนคติของชาวต่างชาติกับชาวไทยเกี่ยวกับงานด้าน Interior หรือ
การออกแบบตกแต่งภายในนั้นต่างกันอยู่มาก สำหรับชาวตะวันตกจะให้ความสำคัญกับศิลปะการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ต่างๆ
ภายในบ้านให้คุ้มและใช้ประโยชน์ได้มากที่สุดโดยต้องมีความสวยงามด้วย แต่คนไทยมักคิดว่างานตกแต่งภายในเป็นการใช้เงินสิ้น
เปลืองโดยไม่จำเป็น จึงเกิดคำถามบ่อยๆ ว่า วิชาชีพและการเรียนในสาขา Interior Design ในบ้านเรา จบไปจะไปทำอะไร ตลาดต้องการ
บุคลากรด้านนี้มากน้อยแค่ไหน
เผยสาขาวิชา “ Interior Design” ออกแบบตกแต่งภายใน เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบศิลปะ วาดภาพ
       สำหรับคนที่กำลังจะเลือกเรียนทางด้าน Interior Design นั้น อาจารย์ผณิภุช แนะนำว่า ก่อนอื่นต้องถามตัวเองก่อนว่า
มีทักษะทางด้านศิลปะแค่ไหน มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์หรือเปล่า ถ้าคำตอบ คือ “มีพร้อม” ให้ลองศึกษาตลาดของงานด้าน
สถาปัตยกรรม การออกแบบตกแต่งภายใน
   
       “ต้องศึกษาทางด้านการตลาดทั้งของไทยและต่างประเทศ ว่า ปัจจุบันนี้ทิศทางเป็นเช่นไร เมื่อรู้จุดยืนของตัวเอง
และมีข้อมูลด้านวิชาชีพแล้ว ต่อไปให้เริ่มหาหลักสูตรการเรียนการสอนของสถาบันการศึกษาต่างๆ ซึ่งการเรียนในสาขานี้
จะให้ความสำคัญเรื่องการปฏิบัติ การสื่อสาร ทักษะการวาดภาพ โครงสร้างสถาปัตยกรรม การคำนวณ ทฤษฎีการใช้สี
 และจิตวิทยา นอกจากนั้น สิ่งที่ควรทำคือเปิดโลกทัศน์ เปิดหูเปิดตา ด้วยการอ่านหนังสือ และเดินทางท่องเที่ยว
 เก็บเกี่ยวประสบการณ์และไปดูงานศิลปะหลายๆ แขนงอยู่เสมอ งานด้านนี้อยู่นิ่งไม่ได้ แม้เราจะมีสไตล์เป็นของตัวเอง 
แต่ก็ไม่ควรย่ำอยู่กับที่กับความคิดเดิมๆ”
       ส่วน สาขาวิชา “Interior Design” มีความจำเป็นในอนาคตหรือไม่ ในเรื่องนี้ อาจารย์ผณิภุช ได้ให้คำแนะนำเช่นกันว่า
 ขอมองงานออกแบบและตกแต่งภายในนี้คือความสวยงามที่แฝงประโยชน์ใช้สอยร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นจัดวางเฟอร์นิเจอร์หรือปรับ
โครงสร้างใหม่
 การรื้อกระเบื้องปูพื้น จัดแสงไฟ ทำผนัง ทุกสิ่งทุกอย่างผู้ออกแบบจะต้องตอบสนองความต้องการของเจ้าของบ้าน เจ้าของงานให้ได้
และดำเนินการภายใต้งบประมาณที่เจ้าของบ้านกำหนดไว้ งานอินทีเรียร์ที่ดีควรคำนึงไลฟ์สไตล์และความชอบของเจ้าของบ้าน บางค
นอาจมองว่าการออกแบบตกแต่งภายในเป็นแค่การทำเฟอร์นิเจอร์บิวท์อินหรือนำเฟอร์นิเจอร์มาวาง แต่จริง ๆ แล้ว งานต้องครอบคลุม
ถึงการให้คำปรึกษาทางวิชาการด้านโครงสร้าง ไฟฟ้า ประปา แสงสว่าง อุณหภูมิ รวมถึงการคำนวณงบประมาณกับความเป็นไปได้ของ
การสร้างสรรค์งานจริง
   
       ดังนั้น การที่จะตอบโจทย์ว่า Interior Design จำเป็นหรือไม่ ขอบอกว่า “ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่ทำงาน หรือ ร้านค้า ร้านอาหาร
 ที่มีอุปกรณ์และเฟอร์นิเจอร์ใช้งานสะดวก สะอาด จัดวางได้ถูกที่ถูกใจ จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนเราดีขึ้น ศิลปะที่สวยงามอยู่
รอบตัว
จะทำให้เกิดแรงบันดาลใ
จและพลังมากขึ้น” ดังนั้นนิยามของคำว่า “จำเป็น” และ “ไม่จำเป็น” ของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยและความต้องการ
       “งานด้านอินทิเรียดีไซน์ต้องไม่หยุดนิ่ง หากมีโอกาสควรไปศึกษา หรือดูงานสถาปัตยกรรมและการออกแบบของประเทศต่างๆ 
เพื่อไม่ให้สมองตัน เพราะแต่ละปีเทรนของการออกแบบ ความต้องการ และปัจจัยแวดล้อม จะเปลี่ยนไปอยู่เสมอ อย่างเช่น เมื่อตอน
ที่ทำงานอยู่ที่ซานฟรานซิสโก กับ บริษัท Harthowerton ก็ได้ประสบการณ์ดีๆ จากที่นี่มาก ทั้งในเรื่องของการออกแบบ ระบบการ
ทำงา
น คอนเนกชัน เราต้องทำงานให้คนต่างชาติยอมรับให้ได้ ซึ่งต้องปรับกระบวนการคิดหลายอย่าง เพราะมาตรฐานของต่างชาตินั้นค่อน
ข้าง
จะละเอียดอ่อนกว่าบ้านเรา”
   
       สำหรับงานที่คิดว่าภูมิใจที่สุด ก็คือ ได้มีส่วนร่วมในโปรเจกต์ใหญ่ยักษ์ ทั้งที่โมร็อกโก และ สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ เป็นโปรเจกต์
ในรูปแบบคอมมิวนิตี (community) ที่มีทั้งสปา สปอร์ตคลับ ที่พักอาศัย โรงแรม คลับเฮาส์ งานนี้เป็นงานที่ใหญ่มาก ในโครงการมี 51
 โครงการย่อยอยู่ในนี้ ต้องประสานงานกับคนมากมาย และบุคคลเหล่านี้อยู่ต่างประเทศ ต่างภูมิภาค ต่างทวีป ซึ่งใช้ช่วงเวลาต่างกัน
ทำให้การประชุมและการสื่อสารค่อนข้างลำบาก นอกจากนั้นสิ่งที่ท้าทายอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือ การทำงานกับกลุ่มคนจำนวนมาก
 ซึ่งแต่ละคนก็มีหลากความคิดหลายมุมมอง กว่าจะได้มาซึ่งข้อสรุปในส่วนต่างๆ อาทิ ด้านแลนด์สเคป แลนด์เพลนนิง อาคิเทค
 ผู้ออกแบบระบบแสง ผู้ดูแลสิ่งแวดล้อม ก็ใช้เวลานานพอสมควร ซึ่งต้องขอบคุณ บริษัท Harthowerton มากๆ ที่ให้โอกาสคนไทย
อย่างเราได้ทำโครงการระดับโลกนี้
   
       “สำหรับนิสิต นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาด้านนี้มาแล้ว แต่ยังหางานไม่ได้ ก็อย่าพึ่งท้อ ใช้ช่วงเวลานี้หาไปฝึกงานเพื่อเพิ่มทักษะ
 อย่าเลือกองค์กร ถ้าที่ไหนให้โอกาสรีบก้าวเข้าไปหาประสบการณ์ ตั้งใจที่จะเรียนรู้และสิ่งดีๆ จะกลับมาหาตัวเราเอง”

ผู้ก่อตั้ง PayPal ทุ่มเงิน 1.25 ล้านUSD สร้างเมืองขนาดเล็กกลางทะเล

Peter Thiel เป็นที่รู้จักกันดีถึงความที่เป็นคนมีความคิดก้าวหน้า ล้ำยุคกว่าใครๆคนหนึ่งในยุคนี้
เขาเป็นผู้ริเริ่ม Paypal ระบบการเงินในโลกออนไลน์  เป็นผู้ให้ทุนกับ facebook
และขณะนี้เขาก็กำลังให้ความสนใจในการสร้างเมืองของเขาเองที่อยู่ไกลออกไปในมหาสมุทรเปิด
 เขากำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับกลุ่มที่ชื่อว่า Seasteading Institute เพื่อสร้างรัฐอิสระ
ในน่านน้ำนานาชาติปลอดพ้นจากกฏหมายของทุกๆประเทศ ..มาถึงตรงนี้เลยขอมาทำความรู้จักกับ
องค์กรไม่หวังผลกำไรที่ชื่อว่า Seasteading นี้กันซะหน่อยมันน่าสนใจมากๆ
Seasteading Institute
Seasteading มี mission ว่า To further the establishment and growth of
permanent, autonomous ocean communities, enabling innovation
with new political and social systems.
และในบทนำในเว็บไซต์ของ Seasteading Institute บอกถึงความเชื่อและความเป็นมาที่ทำให้เกิด
องค์กรนี้ไว้ว่า  “เราเชื่อว่าการทดลองเป็นส่วนสำคัญในความก้าวหน้าทั้งหลาย การที่จะพบสิ่งที่ดีขึ้น
 คุณจำเป็นต้องพยายามทำสิ่งใหม่ๆ แต่โลกในปัจจุบัน มันไม่มีที่เหลือให้สำหรับการทดลองสร้างสังคมใหม่”
และนี่จึงเป็นที่มาว่าทำไมจึงต้องมีการสร้างชุมชม seasteading ขึ้น เป็นเมืองที่ลอยน้ำ เป็นที่ที่จะให้โอกาส
กับนักบุกเบิกรุ่นใหม่ได้ทดลอง ทดสอบ แนวคิดใหม่ๆเกี่ยวกับระบบการปกครอง การเงินธนาคาร
การสาธารณสุข ความสำเร็จสูงสุดก็คือเป็นแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลงการปกครองทั่วโลก
 “เรา บุกเบิกเขตแดนใหม่นี้ก็เพราะ มนุษยชาติ ต้องการวิถีทางที่ดีกว่าในการอยู่อาศัยร่วมกัน
เพื่อปลดล็อกพันธนาการสู่ศักยภาพสูงสุดของมวลมนุษยชาติ”
“สิ่งที่เราเห็นกันแล้วในปัจจุบันก็คือระบบการเมืองการปกครองในปัจจุบัน ไม่สามารถจัดการ
หรือแก้ปัญหาของโลกในศตวรรษที่ 21ได้เลย  เราจำเป็นต้องสร้างระบบการเมืองใหม่ ระบบธนาคารใหม่
ที่สามารถจัดการกับวิกฤตทางการเงินได้ดีกว่านี้ กฏเกณฑ์ใหม่ๆทางการแพทย์ที่จะช่วยคุ้มครองคนไข้
ขณะที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการคิดค้นพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ และระบบประชาธิปไตยใหม่ที่จะให้ความมั่นใจว่า
ตัวแทนของเราจะทำงานเพื่อเราจริงๆ”
ฟังดูแล้วคล้ายๆพรรคการเมืองหนึ่งในบ้านเราเลยนะ..


The Seasteading Institute ก่อตั้งขึ้นในปี 2008 โดย Patri Friedman หลานชาย
ของนักเศรฐศาสตร์ที่ชื่อว่า Milton Friedman จนถึง ธันวาคมปี 2010 องค์กรนี้ได้รับเงิน
สนับสนุนกว่า 1,000,000เหรียญสหรัฐ นำโดย Peter Thiel ผู้ก่อตั้ง PayPal นั่นเอง
สำหรับเมืองขนาดเล็กกลางมหาสมุทรของ Peter Thiel นี้ เขามีทฤษฎี เสรีนิยม ที่ต้องการนำมาใช้
เช่น ไม่ต้องมีสวัสดิการ ไม่ต้องมีค่าแรงขั้นต่ำ (ตรงข้ามกับที่บ้านเรากำลังทำเลย)
เมืองขนาดจิ๋วกลางมหาสมุทรนี้สร้างอยู่บนแท่นขุดเจาะน้ำมันเก่า สามารถเคลื่อนย้ายได้ ขับเคลื่อน
ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 12,000 ตัน แต่ละแท่นอาจจะมีสิ่งปลูกสร้างที่อยู่อาศัยได้ถึง 270 หลัง
และได้มีการวงแผนให้แต่ละแท่นสามารถเชื่อมต่อกันได้เป็นโครงข่ายขนาดใหญ่ คาดว่าเกาะแห่งแรก
ที่จะมีการตั้งรกรากกันเต็มรูปแบบในปี 2019 Peter Thielและ Seasteading Institute
ตั้งเป้าไว้ว่าในปี 2050 จะมีพลเมืองบนเมืองลอยน้ำนี้ถึง 10 ล้านคน
อ่านเรื่องราวเพิ่มเติมของSeasteading ได้ที่  http://seasteading.org/
   



----------------------------------------------------------------------------------------

 สถาปัตยกรรมปกติ และ ที่ว่างที่ผิดปกติ

ผมอยากจะขอเริ่มบทความนี้ จากข้อสงสัยของตัวผมเองเมื่อหลายปีก่อน ตอนสมัยเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรชั้นปีที่ 3 "ทำอย่างไรที่จะทำให้งานออกแบบของผม มีความแตกต่างจากคนอื่นๆ" นั้นคือคำถามเริ่มแรกที่นำไปสู่ประเด็น ที่ผมทำการศึกษาค้นคว้า หาคำตอบต่อมาจนกระทั่งวันนี้
จากคำถามที่ว่า "ทำอย่างไร" ให้แตกต่าง มาสู่คำถามที่ว่า "ทำไม" ต้องแตกต่าง เป็นการย้อนถามตัวเองว่า ถ้าเกิดความแตกต่างแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ทำไมความแตกต่างจึงเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา เป็นสิ่งที่คนหลายคนไคว้คว้า

1.ความเป็นมาของความแตกต่าง ผมขออนุญาตหยิบยกประวัติศาสตร์ทางความคิดของชาติตะวันตกมาสักนิด ว่า ทำไมคนชาติตะวันตกจึงชื่นชมความงาม ของความแตกต่างอันนี้
แรกเริ่มเดิมทีชนชาติตะวันตกเชื่อว่า พลังและอำนาจ แห่งการสร้างสรรค์ สิ่งต่างๆ มาจากพระเจ้า เป็นของขวัญที่พระเจ้ามอบให้มนุษย์ และที่สำคัญมนุษย์เชื่อว่า พลังนี้ ไม่ได้ดำรงอยู่ในตัวมนุษย์ ยุคนี้ถูกเรียกกันว่า ยุคที่พระเจ้าเป็นศูนย์กลาง (Centric World - God as the centre of Universe)
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นข้าวของ เครื่องใช้ เครื่องประดับ และแม้กระทั่งงานศิลปะต่างๆ ซึ่งรวมทั้งงานสถาปัตยกรรม จึงถูกใช้เพื่อเป็นสิ่งที่แสดงออกมาเพื่อขอบพระคุณต่อ ของประทานสิ่งนี้

ยกตัวอย่างเช่น ที่ว่างที่ส่งเสริมต่อการเกิดแรงศรัทธาต่อพระเจ้า ที่ว่างที่ศักดิ์สิทธิ์ (Sacred Space) การใช้สถาปัตยกรรมเป็นตัวกลางในการเชื่อมโลกมนุษย์ กับโลกสวรรค์ หรือทำให้มนุษย์รู้สึกตัวเองว่าเป็นเพียงแค่ เม็ดทรายท่ามกลาง ความงดงามของสวนสวรรค์ในงานสถาปัตยกรรมสมัย โกธิค (Gothic Architecture)
อย่างไรก็ตาม แนวความคิดแบบนี้เริ่มเกิดการสั่นคลอน เมื่อมนุษย์ชาวอิตาลี ประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือใหม่สำหรับการ "มองโลก" ให้แก่เพื่อนมนุษย์ เครื่องมือสำหรับการมองโลกแบบใหม่นี้ ถูกนำไปใช้ในการวัดมิติของที่ว่างและมิติของเวลา สามารถแปลงมิติของที่ว่างลงบนแผ่นระนาบได้ นั้นคือรูปภาพแบบ Perspective นี่คือจุดที่หักเหที่ยิ่งใหญ่ต่อกระบวนความคิดของมนุษย์
เพราะ Perspective นอกจากใช้เป็นเครื่องมือที่ใช้มอง และวัดมิติทั้งสี่ของที่ว่างแล้ว ภาพ Perspective ยังเป็นภาพสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงการ "วางสายตามนุษย์ไว้ที่ตำแหน่งตรงศูนย์กลางของการมอง ศูนย์กลางของอำนาจแห่งการสร้างสรรค์ วางแทนที่พระเจ้า" จากพระเจ้าคือศูนย์กลาง คือทุกสิ่ง คือผู้ประทานอำนาจของการคิด การสร้างสรรค์ มาเป็นมนุษย์คือศูนย์กลาง คือผู้กำหนดความคิดของตัวเอง กำหนดจาก "ตา" ของตัวเอง ณ เวลานี้มนุษย์ "เห็น"โลกอย่างที่เขาต้องการเห็น "เข้าใจ"โลกอย่างที่เขาต้องการเข้าใจ "ทำ"โลกให้เป็นโลกอย่างที่เข้าต้องการให้เป็น และที่สำคัญที่สุด ให้โลกมันดำเนินไปอย่างเป็นปกติ
2. การเกิดขึ้นของสังคมแบบปกติ
ภายหลังที่มนุษย์กลายเป็นบุคคลที่ครอบครองทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอำนาจของการสร้างสรรค์ การเข้าใจโลก (จากสายตาของมนุษย์) และการควบคุมการเป็นไปของโลก ผมขออนุญาตนำเสนอแบบจำลองอันหนึ่ง ซึ่งเป็นแบบจำลองของโลก หรือเราอาจจะเข้าใจง่ายกว่า ถ้าใช้คำว่า "สังคมแบบปกติ" ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสังคมที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงร่วมกัน อาจจะเป็น ขอบเขต กรอบ กฎเกณฑ์ ของผู้ที่กำหนด หรือผู้ที่มีอำนาจมากำหนด
ดังนั้นการดำเนินไปของสิ่งต่างๆ ถ้าอยู่ภายใต้กรอบ ขอบเขต กฏเกณฑ์ นี้แล้วจะราบรื่นและเป็นไปอย่างเป็นปกติ (Normativity) ซึ่งรวมไปทั้ง การสร้างสรรค์ ด้วยกรอบ ขอบเขต และกฎเกณฑ์ ต่างๆ เหล่านี้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือ ที่ทำให้สังคมของมนุษย์ ดำเนินไปอย่างเป็นปกติ เช่น กฎหมาย ค่านิยมทางสังคม ความนิยมของสังคม โฉนดที่ดิน (หรือสมบัติของผู้ดี ความเป็นกุลสตรีไทย แม้กระทั่ง การไว้ผมยาวของศิลปิน หรือสัญลักษณ์ทางเครื่องแบบและหัวเข็มขัดของนักเรียนช่างกล ช่างศิลป์ ถ้าเรามองพวกเขาอยู่ใน โลกหรือสังคมของพวกเขาเอง ที่มีการกำหนดกรอบหรือ กฎเกณฑ์อะไรบางอย่าง ที่ต่างกับสังคมอื่นๆ)
ความเป็นไปอย่างเป็นปกติ (Familiar Situation) นี้เองเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการหาคำตอบ ของความแตกต่าง เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากการที่คนแต่ละคนในสังคม ดำรงชีพร่วมกันอย่างปกติสุข หรือดำรงชีพอยู่ได้อย่างไม่มีความรู้สึกถึงข้อกำหนด และกฎเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งที่จริงแล้ว กฎเกณฑ์ต่างๆ เหล่านี้อยู่ห้อมล้อม รอบตัว และรอบพื้นที่ว่างของคนแต่ละคน ในทุกอย่างก้าว เพียงแต่เราไม่รู้สึกถึงขอบเขตตรงนั้น
ความเป็นไปอย่างเป็นปกตินี้เองจึงเป็นสิ่งที่นักออกแบบ นักคิด และนักปรัชญาหลายๆ ท่าน นำมาเป็นจุดเริ่มที่จะค้นหา "ทางออก" พยายามดิ้นรนให้หนีจาก "กรอบ" เพราะนอกจากจะทำให้คน รู้สึกถึงความมีตัวตนของเขาเอง อย่างที่ Descartes กล่าวว่า "I think therefore I am" เพราะเมื่อเขาคิดเขาจึงรู้สึกตัวตนที่เขามีอยู่ และทำให้คน และสังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง เคลื่อนไหว เกิดพลัง
ผมขออนุญาตข้ามคำถามที่ว่า การสร้างความแตกต่างนั้นดี หรือไม่ดี ในช่วงนี้ก่อน เพื่อนำไปสรุปช่วงท้าย อย่างไรก็ตาม คำถามที่น่านำมาวิเคราะห์ และสังเคราะห์ในชัดคือ ทำอย่างไรจึงจะสร้างให้เกิดความแตกต่าง และแตกต่างจากอะไร จุดที่สำคัญที่จะทำให้เกิดกระบวนการนี้อย่างสมบูรณ์ คือ การมองทั้งระบบ เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งบริบท ก่อนที่จะสามารถกำหนดทิศทาง และวิธีการ ที่จะทำให้เกิดความแตกต่างขึ้น
ผมขอยกตัวอย่างจาก งานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ (Modern Architecture) ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ในการอธิบายปรากฎการณ์ของความเป็นปกติ และการสร้างความแตกต่าง
3. สังคมสมัยใหม่ปกติ
สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ถือกำเนิดขึ้นราว ศตวรรษที่ 19-20 เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทั้งในวิธีการคิดและการผลิตผลงาน อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น คือพิจารณาถึงบริบททั้งหมดของ Modernism (สมัยใหม่นิยม) เพราะนอกเหนือจากบริบททางสังคม การเมือง ซึ่งเป็นตัวสำคัญที่มีผลต่อรูปแบบของที่ว่างทางสถาปัตยกรรม บริบททางชีวิตความเป็นอยู่ วิทยาการ เทคโนโลยี ซึ่งรวมถึงการผลิตวัสดุ อุปกรณ์ต่างๆ ก็เป็นตัวแปรที่สำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงอันนี้
เราอาจจะมองเฉพาะรอยต่อของช่วงสมัย Art Nuvou, Neo Classic กับการเกิดขึ้นของ Modernism ซึ่งในที่นี้ผมขอเสนอภาพซึ่งเป็นสิ่งที่บันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ (Representational History) มาเป็นการดำเนินเรื่องราวของสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลานั้น
3.1 สงคราม
เป็นจุดเริ่มแรกที่ผมอยากจะนำมาเป็นปัจจัยหลักของการเปลี่ยนแปลง เพราะนอกจากสงครามเป็นเครื่องมือสำหรับการทำลายล้างแล้ว สงครามยังเป็นจุดที่สำคัญต่อการเกิดขึ้นของสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของการบริโภคทรัพยากร และเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลา ซึ่งต้องการความรวดเร็วทั้งการตั้งค่ายรบ ฐานทัพ หรือสภาพบ้านเรือนที่เสียหาย สำหรับผู้คนที่เป็นเหยื่อของสงคราม ความต้องการที่อยู่อาศัยอย่างรีบเร่ง เพื่อป้องกันความหนาวเย็น และสร้างความปลอดภัยต่อตนเอง และครอบครัว จึงเป็นสาเหตุอย่างหนึ่งซึ่งนำถึงความเปลี่ยนแปลงของสถาปัตยกรรมในยุคดังกล่าว
3.2 การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยี และระบบอุตสาหกรรม
การส่งเสริมการผลิตในรูปแบบของ สายการผลิต และการผลิตแบบแยกส่วน การผลิตเหล่านี้ นอกจากจะตอบสนองต่อการสงครามและอุปกรณ์ที่ใช้ในการสงครามโดยตรงแล้ว ยังมีส่วนที่เข้าไปจำกัด และกำจัด ระบบบริโภคแบบอื่นๆ อีกด้วย เช่น ระบบการผลิตแบบเกษตรกรรม ระบบการผลิตในครัวเรือน และการผลิตในลักษณะ Handmade เพราะระบบการผลิตในแบบอุตสาหกรรม เป็นการผลิตสินค้าจำนวนมาก สามารถทำให้เกิดการได้เปรียบทางการค้า และนำไปสู่ระบบ Capitalism และระบบบริโภคนิยม ในที่สุด
3.3 การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรในเมือง การเดินทางเข้ามาหางานทำในเมืองใหญ่
เพราะเมืองใหญ่ นอกจากโอกาสในการที่จะทำเงิน มากกว่าในเมืองเล็กแล้ว เมืองใหญ่ยังถูกใช้เป็นภาพลักษณ์ของความเจริญก้าวหน้า การเปลี่ยนคุณภาพชีวิตให้ทันสมัย หรือดีขึ้น ดังนั้นการเดินทางของคนจำนวนมากเข้ามาในเมืองใหญ่ จึงทำให้เกิดการใช้พื้นที่อย่างหนาแน่น ทั้งของคน และยานพาหนะ อีกทั้งมีการควบคุมและกำหนดพื้นที่อย่างแยบยล ไม่ว่าการแบ่งพื้นที่ทางสังคม หรือพื้นที่ทางสถาปัตยกรรม เช่น การกำหนดที่จอดรถยนต์ พื้นที่ของส่วนบริหารซึ่งไม่อนุญาตให้คนทั่วไปเข้าไปใช้ได้ เป็นต้น
3.4 การยอมรับเอาความงามทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน
ทั้งด้านการทำงาน การผลิต และการพักผ่อนหย่อนใจ ทำให้เกิดการใช้พื้นที่ และกิจกรรมใหม่ๆ อย่างเช่นในรูป โรงหนังกลางแจ้งสำหรับคนขับรถส่วนตัว หรือโรงภาพยนตร์ ทั้งสามมิติหรือไม่สามมิติก็ได้ เป็นการเปลี่ยนแปลงให้การใช้ชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชีวิตในเมืองใหญ่ให้เข้ากับ ระบบการผลิต และระบบการบริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การบริโภคเวลาของคนเมืองใหญ่ ซึ่งกลายเป็นทาสของเวลา และบริโภคเวลานี้เองที่กลายมาเป็นการแลกมาของเงิน ดังนั้นเราจึงได้ยินคำพูด บ่อยๆที่ว่า เวลาคือเงิน
อย่างไรก็ตาม ผมอยากที่จะขอสรุปอย่างคร่าวๆ ของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในรอยต่อของยุคสมัยที่เรียกว่า Modernism คือการเกิดขึ้นของคำว่า "มาตราฐาน" (Standardization) ซึ่งเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุดในการ "วัดคุณค่า" ทั้งการผลิตและการบริโภค ไม่ว่าจะเป็นการผลิตให้ได้มาตราฐาน ซึ่งหมายถึงของทุกชิ้นที่ออกมาสู่ตลาด ต้องมีคุณภาพที่ดีเหมือนกันทั้งหมด มาจากมาตราฐานเดียวกัน การได้มาซึ่งมาตราฐานย่อมหมายถึง การได้มาซึ่งชื่อเสียง อำนาจในการต่อรอง การได้เปรียบทางการค้า และท้ายที่สุด คือ เงิน (ผู้บริโภคย่อมต้องซื้อหาสินค้าที่มีมาตราฐาน)
อย่างไรก็ดี การเกิดขึ้นของชนชั้นทางสังคม ก็ถูกกำหนดขึ้นจากมาตราฐานตัวเดียวกันนี้. การสร้างภาพให้ผู้คนพยายามที่จะสามารถครอบครองความมีมาตราฐาน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สบายขึ้น เป็นการเลื่อนขั้นทางสังคมอย่างหนึ่งซึ่ง Modernism สัญญาเอาไว้กับมนุษย์ และในขณะเดียวกันการสร้างมาตราฐาน ก็กลายมาเป็นการสร้างกรอบ หรือระเบียบปฎิบัติต่อสังคม เพื่อให้ดำเนินไปอย่างดี อย่างเป็นปกติ
4. สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ปกติ
เราอาจจะโยงการเปลี่ยนแปลงโดยภาพรวมที่เกิดขึ้นกับรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยี เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของการใช้สอย และรูปแบบทางสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ยกตัวอย่างเช่น Walter Gropius กับการเกิดขึ้นของสถาบัน Bauhaus, การนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาวัสดุสมัยใหม่ๆ (ในช่วงสมัยนั้น) เช่น เหล็ก และ กระจก, การเกิดขึ้นของตึกสูง และตึกระฟ้า, โครงสร้างขนาดใหญ่ และ Long Span Structure, การนำเอาระบบตารางและพิกัดมาใช้ในการผลิตวัสดุอุปกรณ์ ต่างๆ ในวงการก่อสร้าง, คุณค่าความงามที่ถูกความเรียบง่าย และสะอาดเป็นเครื่องมือใช้วัดความงาม และที่สำคัญ คือการกำหนดค่ามาตราฐานกลางต่างๆ เช่น สัดส่วนของมนุษย์ที่ใช้ มนุษย์สูง 1.80 เมตรในการเป็นต้นแบบ เป็นการสร้างมาตราฐานให้กับคุณค่าของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ที่ถือกันว่า เป็นสถาปัตยกรรมที่มีคุณภาพที่ดี เหมาะสำหรับคุณภาพชีวิตที่ดี
แท้จริงแล้วมาตราฐานของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ก็เริ่มละเลยคุณภาพที่แตกต่าง ซึ่งแตกต่างจาก "มาตราฐาน"ของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ หรือสมัยใหม่นิยม ดังนั้นเราจึงอาจกล่าวได้ว่า สถาปัตยกรรมที่เกิดขึ้น คือสิ่งที่พยายามทำให้เห็นว่าเป็น "สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ปกติ"
และจากมุมมองนี้ที่เป็นจุดสำคัญต่อวงการนักคิด นักออกแบบทั้งหลาย ที่มองเห็น "กรอบ" หรืออีกนัยคือ มาตราฐานเหล่านี้ ทำให้พวกเขารู้สึกว่า การดิ้นรนหาทางออกจาก กรอบหรือมาตราฐานที่ถูกกำหนดเป็นการท้าทาย การเกิดขึ้นของการเปลี่ยนแปลง (อีกที และอีกที) พยายามทำให้เกิดความไม่ปกติขึ้น มองสิ่งที่เป็นปกติ (หรือถูกทำให้เป็นปกติ) ในมุมมองใหม่ๆ จาก "ตา" ของพวกเขา จากความคิดเห็นส่วนบุคคล และสำหรับผม ทำให้สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ปกติ ให้กลายเป็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่เกือบปกติ หรือ ผิดปกติ
วิธีการที่ทำให้ความปกติ กลายเป็นความเกือบปกติ หรือผิดปกติ โดยทั่วไปแล้ว ชาวตะวันตกมักจะหยิบยืม ความคิดของนักคิด นักปรัชญา ทั้งหลายมาเป็นเครื่องมือในการมอง ในการคิด คล้ายๆ กับการเลือกหาแว่นตาใหม่ๆ เพราะเมื่อเวลามองจากสายตา ผ่านเครื่องช่วยมองอันนี้ จะทำให้ให้เห็นอะไรต่างๆชัดขึ้น เห็นโลกในมุมใหม่ๆ ในมุมที่เกือบปกติ หรือผิดปกติได้
สำหรับผมแว่นตาที่ผมหยิบมาสวม คือแนวความคิดของ Michel Foucault โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ทฤษฎีที่ว่าด้วยอำนาจและการใช้อำนาจ" (Theory of Power)
5. มุมมองใหม่ผ่านแนวคิด Michel Foucault กับทฤษฎีที่ว่าด้วยอำนาจและการใช้อำนาจ
Foucault ได้มอบเครื่องมือพิเศษสำหรับการเข้าใจ และการเห็นความสัมพันธ์ของอำนาจ ไม่ว่าจะในแง่ของรูปธรรม และนามธรรม. Foucault ได้พัฒนาความคิดของเขาจากความคิดเบื้องต้นของ จิตวิเคราะห์ ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาจาก Simund Freud (Psychoanalysis) เป็นการมองเข้าไปในส่วนรากเหง้าของโครงสร้างทางสังคม ในคู่ความสัมพันธ์ของ อำนาจและความรู้ (Power/Knowledge) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาหาความสัมพันธ์ ของกรอบและผู้ที่อยู่ในกรอบ, ผู้กำหนดและผู้ถูกกำหนด, การควบคุมและการถูกควบคุม, และที่สำคัญคือ การเชื่อมโยงในการใช้อำนาจและที่ว่าง ทั้งทางสังคม และสถาปัตยกรรม ที่จะกล่าวถึงต่อไป
จากการที่ Foucault ได้มองเห็นถึงคู่ความสัมพันธ์ของอำนาจและความรู้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สังคม และโครงสร้างทางสังคม "ดำเนินไปอย่างปกติ" และพยายามทำให้เกิดโอกาสเข้าไปสั่นคลอนโครงสร้างปกติอันนี้ จากคน หรือ กลุ่มคน ที่อยู่ภายใต้กรอบ หรือ มาตราฐาน ที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว เริ่มที่จะดิ้นรนหาทางออก หรือพื้นที่ของพวกเขาเอง ทั้งในแง่ พื้นที่ทางนามธรรม (Social Space) และรูปธรรม (Architectural Space)
ยกตัวอย่างเช่นกลุ่มชนกลุ่มน้อยต่างๆ (Minority Groups) กลุ่มคนผิวสี, กลุ่มคนอ้วน, กลุ่มคนที่เป็นผู้หญิง, กลุ่มคนที่เป็นคนรักร่วมเพศ หรือแม้กระทั่งอย่างที่กล่าวมาแล้ว นักเรียนช่างกล ช่างศิลป์ ต่างๆ ซึ่งพยายามสร้างพื้นที่ หรืออาณาเขตทางอำนาจของตัวเอง
Foucault ได้เสนอถึงรูปแบบของการซ้อนทับกันระหว่าง พื้นที่ว่างทางสังคม (Social Space) กับพื้นที่ว่างทางสถาปัตยกรรม (Architectural Space) และในขณะเดียวกันก็เป็นความสัมพันธ์ในทางกลับกัน คือพื้นที่ทางสถาปัตยกรรมเป็นตัวกำหนดพื้นที่ทางสังคม จะเห็นได้ว่ามิติของที่ว่างทั้งสองสิ่งอยู่คู่กัน และส่งผลกระทบต่อซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Panopticon และ Heterotopia (Other Spaces) เป็นตัวอย่างที่สำคัญของแนวความคิดของ Foucault ต่อที่ว่างทางสถาปัตยกรรม
5.1 Panopticon
คือรูปแบบคุกซึ่ง Jeremy Bentham ออกแบบเอาไว้และ Foucault ได้นำมาวิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ระหว่าง มิติของพื้นที่ว่างทางสังคม และมิติของพื้นที่ว่างทางสถาปัตยกรรม ตาม"ทฤษฎีที่ว่าด้วยอำนาจและการใช้อำนาจ" การควบคุมนักโทษ โดยการใช้สายตาของผู้ควบคุมที่ตั้งอยู่ที่จุดศูนย์กลางของคุก ซึ่งหอคอยกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการควบคุม และการใช้อำนาจ เป็นการควบคุมหรือการสร้างกรอบ ทางความคิดและทางจินตนาการต่อนักโทษ ให้รู้สึกว่าตัวเขา กำลังมีคนควบคุมอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะมีคนคุมหรือไม่ก็ตาม เป็นการใช้ที่ว่างทางสถาปัตยกรรมเป็นเครื่องมือ กำหนดมิติที่ว่างทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สังคมของนักโทษ
นอกจากนั้น Panopticism ยังกลายเป็นสัญลักษณ์ของการควบคุมโดยเทคโนโลยี ไม่ใช่แค่นักโทษ แม้แต่คนปกติทั่วไป เราเองก็ถูกควบคุม และสอดส่องโดย กล้อง Surveillance เป็นการเปลี่ยนแปลงทางสัญลักษณ์ของ Panopticism อย่างหนึ่ง. สิ่งซึ่งน่าคิดตรงนี้ก็คือว่า ใครมีอำนาจในการสอดส่อง และควบคุมคนแต่ละคนบนพื้นที่ว่างสาธารณะ. เรากลายเป็นนักโทษโดยไม่ได้รู้ตัว และที่สำคัญทุกอย่างถูกดำเนินไปอย่างเป็นปกติ
5.2 Heterotopia (Other Spaces)
คือแนวความคิดของ Foucault อีกอย่างหนึ่งซึ่งผมอยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง นอกจากที่ Foucault ได้สร้างเครื่องมือในการเชื่อม มิติของพื้นที่ว่างทางสังคม และทางสถาปัตยกรรมเข้าด้วยกันแล้ว ดังที่ยกตัวอย่าง Panopticon. Foucault นำเสนอถึงการควบคุมและจัดการที่ว่างสถาปัตยกรรมที่มีผล ต่อมิติของที่ว่างทางสังคมโดยใช้ แนวความคิดในเรื่อง Heterotopia หรือในอีกชื่อหนึ่งคือ Other Spaces
โดยทั่วไปแล้ว Heterotopia เป็นการนำเสนอถึงการจัดการ การปิดบัง ซ่อนเร้น กลุ่มคนที่มีลักษณะผิดไปจาก มาตราฐาน ปกติ หรือที่อยู่นอกเหนือจากกรอบและมาตราฐานที่จะทำให้ การดำเนินไปของสังคมปกติ เป็นไปอย่างไม่เป็นปกติ ดังนั้น จึงกำหนดให้กลุ่มคนพวกนี้ไปใช้พื้นที่บริเวณริมขอบของพื้นที่ต่างๆ และถูกกำหนดให้ห่างออกจากสังคมปกติ บริเวณที่ห่างไกลจากการมองเห็นของคนปกติทั่วไป พื้นที่เหล่านี้ถูกกำหนด ถูกกรอบให้เป็นพื้นที่ต้องห้าม ห้ามคนที่เป็นปกติก้ำกราย และห้ามก้ำกรายคนปกติ. เป็นพื้นที่สำหรับคนไม่ปกติ คนบ้า คนป่วย หรือ คนคุก คือ โรงพยาบาลโรคประสาท โรงพยาบาล คุก เป็นต้น
พื้นที่เหล่านี้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของการใช้อำนาจ บนพื้นที่ว่าง เป็นการซ้อนทับของมิติทางการใช้อำนาจ ลงไปบนมิติของที่ว่างทางสังคม และบนมิติของที่ว่างทางสถาปัตยกรรม ทำให้เกิดเป็น ที่ว่างที่ไม่ปกติ หรือที่ว่างที่ผิดปกติ (Other Spaces) นอกจากพื้นที่ต่างๆ เหล่านี้ที่ถูกใช้เป็นที่ตั้ง ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล โรงพยาบาลโรคประสาท หรือคุก แล้ว แนวความคิดของ Foucault ในเรื่อง ที่ว่างที่ไม่ปกติ (Other Spaces ) ยังมีความหมายครอบคลุมลงไปในทุกๆ ส่วนของสังคม หรือหน่วยเล็กที่สุดของสังคม คือ คนและร่างกายของคน
ไม่ว่าจะเป็น ความดี-ความเลว, ความสว่าง-ความมืด, ความฉลาด-ความโง่, ความสวยงาม-ความน่าเกลียด, ผู้ชาย-ผู้หญิง, คนผอม-คนอ้วน, รักต่างเพศ-รักร่วมเพศ, และคู่ความสัมพันธ์ของโครงสร้างสังคมแบบปกติ ที่ทาง"สถาบัน"ต่างๆ เป็นผู้กำหนดให้ ไม่ว่าจะเป็น สถาบันทางการศึกษา, สถาบันทางศิลปะ, สถาบันทางการเงิน, หรือ สถาบันครอบครัว เป็นต้น ดังนั้นความหมายของ Other Spaces จึงเป็นการเรียนรู้จากกรอบ "กรอบของความปกติ" ซึ่งมักจะถูกกำหนดขึ้นจาก "สถาบัน" (Institution and Institutionalized Power) ให้เกิดความปกติ เรียบร้อย ในการเข้าใจความสัมพันธ์ของโครงสร้างกลไกทางสังคม และสามารถมองเห็นการใช้อำนาจนั้นบนพื้นที่ว่าง ไม่ว่าจะเป็นไปในรูปของ พื้นที่ว่างทางสังคม หรือ พื้นที่ว่างทางสถาปัตยกรรม
เป็นการเข้าใจถึงความสัมพันธ์อันซับซ้อนของโครงสร้างทั้งสอง และเป็นการหาช่องว่างสำหรับกลุ่มคนที่อยู่ภายใน"กรอบ"ที่พวกเขาจะมีโอกาสสร้างมาตราฐาน ของพวกเขาเอง มีที่ว่างสำหรับตัวของเขา หรือกลุ่มของพวกเขาเอง ไม่ใช่ที่ว่างที่ถูกคนอื่นกำหนดขึ้น หรือสร้างให้. การเกิดขึ้นของกลุ่มนักคิดในแนวนี้ เช่น Feminine Theory, Queer Theory, Oriental and African Studies,
ส่วนในทางสถาปัตยกรรม Other Spaces หรือการทำให้เห็นถึงความแตกต่าง และเปิดโอกาสให้เกิดความแตกต่างทางสถาปัตยกรรม ไม่ใช่แค่การทำให้เกิดความแตกต่างทาง รูปทรง และรูปร่าง เช่นการใช้รูป Curve หรือเส้นโค้งต่างๆ ทำให้เกิดรูปทรงที่ผิดแผก แตกต่างจากระบบโครงสร้างปกติ เช่น เสาคาน ระบบพิกัดต่างๆ
ในมุมหนึ่งอาจจะสามารถพูดได้ว่า นั้นคือการทำให้เกิดความแตกต่าง แตกต่างจากสิ่งที่มีคนเคยทำมา แต่ในความมุ่งหมายของตัวผม Other Spaces คือการเข้าใจถึงหัวใจของ ความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นปกติทั่วไป ซึ่งมักจะเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดขึ้น เป็นค่ามาตราฐานในสังคม แม้กระทั่งความงาม และสถาปัตยกรรม กับการทำให้เกิดความผิดปกติ หรือไม่ปกติขึ้นกับสถาปัตยกรรม ซึ่งเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์กันระหว่าง มิติทางสังคม และมิติทางสถาปัตยกรรมเข้าด้วยกัน ไม่ใช่นำเอา สถาปัตยกรรม แยกตัวออกจากมิติทางสังคม
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสังคมไทย ซึ่งผมขออ้างถึงข้อเขียนของ อาจารย์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ซึ่งเขียนไว้ว่า "กระบวนความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย เกิดขึ้นในลักษณะการพัฒนาแบบพึ่งพาอาศัย ทั้งจากพื้นฐานที่เก็บสะสมมา ไม่ว่าจะเป็น ประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม, ศาสนา, รวมถึง เศรษฐกิจ, และการเมือง ซึ่งเป็นการพัฒนาวิธีคิดความหมายของการสร้างความแตกต่าง ที่ต่างออกไปจากวิธีคิดของชาวตะวันตก ที่เน้นมาจากความคิดริเริ่มของแต่ละบุคคลเป็นใหญ่ (Individuality)
ดังนั้น คำถามที่ผมข้ามไปตอนกลางของบทความ ที่ว่า "การเกิดความแตกต่างขึ้นดี หรือไม่ดี" สามารถตอบ ณ ที่นี้ คือ
ถ้าเราสร้างความแตกต่างจากความคิดริเริ่มส่วนบุคคล ฝ่ายเดียว โดยไม่สนใจคนรอบข้างว่าเป็นอย่างไร คิดเห็นอย่างไร หรือ สัมพันธ์กับปัจจัยอื่นๆ อย่างไร เราก็ยังไม่สามารถหนีจาก "กรอบใหญ่" ที่สุดของสถาบันได้ นั่นคือ White-Male (Heterosexual) World คือโลกของผู้ชายผิวขาวชาวตะวันตก ซึ่งเป็นที่มาของการสร้างกรอบต่างๆ ที่ใช้เป็นมาตราฐานของสังคมปกติ เรื่อยๆมา ซึ่งนานและยากต่อการเข้าไปแก้ไขเปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ตาม ถ้าเราสามารถพัฒนาโดยการพึ่งพาอาศัย จาก มิติที่ว่างทางสังคม ไปสู่มิติอื่นๆ รวมทั้ง มิติที่ว่างทางสถาปัตยกรรมได้ นี่อาจจะเป็นการริเริ่มสร้างความแตกต่าง สำหรับการหนีออกจาก "กรอบใหญ่ที่สุด" อันนี้ ไปสู่การสร้างความแตกต่างอย่างสมบูรณ์แบบ สร้างสถาปัตยกรรมที่ไม่ปกติขึ้น ในโลกของสถาปัตยกรรมที่เป็นปกติตามสายตาของ ชาวตะวันตกได้
ผู้เขียน  :  สันต์  สุวัจฉราภินันท์   คณะสถาปัตยกรรม มช.
ขอบคุณข้อมูลจากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน :  http://61.47.2.69/~midnight/fineartcmu2001/newpage23.html

Ring Around a Tree สถาปัตยกรรมที่ปลูกฝังให้เด็กผูกพันกับธรรมชา


‘Ring Around a Tree’ เป็นแนวคิดของ Tezuka Architects ที่พยายามเพิ่มพื้นที่แห่งใหม่ให้เด็กๆ ได้ใช้สอยกัน ผลงานชิ้นนี้ตั้งอยู่ในโรงเรียนประถม Fuji Yochien โรงเรียนเอกชนในโตเกียว ซึ่งโรงเรียนแห่งนี้ก็เป็นผลงานออกแบบของ Tezuka เช่นเดียวกัน
Ring Around a Tree เป็นอาคารเปิดโล่งล้อมรอบต้นไม้ใหญ่ ให้เด็กๆ สามารถมาวิ่งเล่นไปตามบันไดซึ่งได้ออกแบบเอาไว้อย่างเรียบง่าย ทว่าเหมาะกับการปีนป่าย ซึ่งช่วยให้เด็กๆ ได้เคลื่อนไหว สร้างความสนุกสนาน รู้สึกถึงการผจญภัย และที่สำคัญ ความที่อาคารแห่งนี้สร้างล้อมรอบต้นไม้ขนาดใหญ่เอาไว้ ก็ยังทำให้เด็กๆ ได้สัมผัสและรู้จักธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ผ่านกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ที่แผ่ขยายมาเป็นร่มเงากล่อมเกลาจิตใจให้ผ่อนคลายและอ่อนโยน นอกจากนั้นแล้วอาคารแห่งนี้ยังได้จัดพื้นที่ส่วนหนึ่งกั้นเป็นห้องล้อมรอบด้วยกระจก เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนการสอนหรือการทำกิจกรรมต่างๆ ได้อีกด้วย
อยากให้โรงเรียนในบ้านเมืองเรามีแบบนี้บ้างจัง!
   
ทีมา: www.portfolios.net