| อาจารย์ภาควิชาออกแบบภายใน คณะศิลปกรรมศาสตร์ ม.รังสิต เผย สาขาวิชา “Interior Design” ออกแบบตกแต่งภายใน เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบศิลปะ วาดภาพ มีความคิดสร้างสรรค์ แนะควรเปิด โลกทัศน์ อ่านหนังสือเดินทางท่องเที่ยวเก็บประสบการณ์มาประยุกต์ใช้ ไม่ควรย่ำอยู่กับที่ พร้อมแนะบัณฑิตใหม่ อย่าเลือกงาน รีบคว้าโอกาสโชว์ ศักยภาพ อาจก้าวไกลสู่ระดับนานาชาติ | ||||
บริหารเดอะ เบบี้ อาร์ท สตูดิโอ (The Baby Art Studio) กล่าวว่า หลังจากที่สำเร็จการศึกษาจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตก็ได้มีโอกาสได้ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขา Interior Architecture & Design ออกแบบตกแต่ง ภายในและโครงสร้างสถาปัตยกรรม Motion ที่ Academy of Art University San Francisco, California USA มหาวิทยาลัยศิลปะ และ Designที่ได้รับการรับรองที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ซึ่งทัศนคติของชาวต่างชาติกับชาวไทยเกี่ยวกับงานด้าน Interior หรือ การออกแบบตกแต่งภายในนั้นต่างกันอยู่มาก สำหรับชาวตะวันตกจะให้ความสำคัญกับศิลปะการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์ต่างๆ ภายในบ้านให้คุ้มและใช้ประโยชน์ได้มากที่สุดโดยต้องมีความสวยงามด้วย แต่คนไทยมักคิดว่างานตกแต่งภายในเป็นการใช้เงินสิ้น เปลืองโดยไม่จำเป็น จึงเกิดคำถามบ่อยๆ ว่า วิชาชีพและการเรียนในสาขา Interior Design ในบ้านเรา จบไปจะไปทำอะไร ตลาดต้องการ บุคลากรด้านนี้มากน้อยแค่ไหน | ||||
มีทักษะทางด้านศิลปะแค่ไหน มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์หรือเปล่า ถ้าคำตอบ คือ “มีพร้อม” ให้ลองศึกษาตลาดของงานด้าน สถาปัตยกรรม การออกแบบตกแต่งภายใน “ต้องศึกษาทางด้านการตลาดทั้งของไทยและต่างประเทศ ว่า ปัจจุบันนี้ทิศทางเป็นเช่นไร เมื่อรู้จุดยืนของตัวเอง และมีข้อมูลด้านวิชาชีพแล้ว ต่อไปให้เริ่มหาหลักสูตรการเรียนการสอนของสถาบันการศึกษาต่างๆ ซึ่งการเรียนในสาขานี้ จะให้ความสำคัญเรื่องการปฏิบัติ การสื่อสาร ทักษะการวาดภาพ โครงสร้างสถาปัตยกรรม การคำนวณ ทฤษฎีการใช้สี และจิตวิทยา นอกจากนั้น สิ่งที่ควรทำคือเปิดโลกทัศน์ เปิดหูเปิดตา ด้วยการอ่านหนังสือ และเดินทางท่องเที่ยว เก็บเกี่ยวประสบการณ์และไปดูงานศิลปะหลายๆ แขนงอยู่เสมอ งานด้านนี้อยู่นิ่งไม่ได้ แม้เราจะมีสไตล์เป็นของตัวเอง แต่ก็ไม่ควรย่ำอยู่กับที่กับความคิดเดิมๆ” | ||||
ขอมองงานออกแบบและตกแต่งภายในนี้คือความสวยงามที่แฝงประโยชน์ใช้สอยร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นจัดวางเฟอร์นิเจอร์หรือปรับ โครงสร้างใหม่ การรื้อกระเบื้องปูพื้น จัดแสงไฟ ทำผนัง ทุกสิ่งทุกอย่างผู้ออกแบบจะต้องตอบสนองความต้องการของเจ้าของบ้าน เจ้าของงานให้ได้ และดำเนินการภายใต้งบประมาณที่เจ้าของบ้านกำหนดไว้ งานอินทีเรียร์ที่ดีควรคำนึงไลฟ์สไตล์และความชอบของเจ้าของบ้าน บางค นอาจมองว่าการออกแบบตกแต่งภายในเป็นแค่การทำเฟอร์นิเจอร์บิวท์อินหรือนำเฟอร์นิเจอร์มาวาง แต่จริง ๆ แล้ว งานต้องครอบคลุม ถึงการให้คำปรึกษาทางวิชาการด้านโครงสร้าง ไฟฟ้า ประปา แสงสว่าง อุณหภูมิ รวมถึงการคำนวณงบประมาณกับความเป็นไปได้ของ การสร้างสรรค์งานจริง ดังนั้น การที่จะตอบโจทย์ว่า Interior Design จำเป็นหรือไม่ ขอบอกว่า “ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่ทำงาน หรือ ร้านค้า ร้านอาหาร ที่มีอุปกรณ์และเฟอร์นิเจอร์ใช้งานสะดวก สะอาด จัดวางได้ถูกที่ถูกใจ จะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนเราดีขึ้น ศิลปะที่สวยงามอยู่ รอบตัว จะทำให้เกิดแรงบันดาลใ จและพลังมากขึ้น” ดังนั้นนิยามของคำว่า “จำเป็น” และ “ไม่จำเป็น” ของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยและความต้องการ | ||||
เพื่อไม่ให้สมองตัน เพราะแต่ละปีเทรนของการออกแบบ ความต้องการ และปัจจัยแวดล้อม จะเปลี่ยนไปอยู่เสมอ อย่างเช่น เมื่อตอน ที่ทำงานอยู่ที่ซานฟรานซิสโก กับ บริษัท Harthowerton ก็ได้ประสบการณ์ดีๆ จากที่นี่มาก ทั้งในเรื่องของการออกแบบ ระบบการ ทำงา น คอนเนกชัน เราต้องทำงานให้คนต่างชาติยอมรับให้ได้ ซึ่งต้องปรับกระบวนการคิดหลายอย่าง เพราะมาตรฐานของต่างชาตินั้นค่อน ข้าง จะละเอียดอ่อนกว่าบ้านเรา” สำหรับงานที่คิดว่าภูมิใจที่สุด ก็คือ ได้มีส่วนร่วมในโปรเจกต์ใหญ่ยักษ์ ทั้งที่โมร็อกโก และ สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ เป็นโปรเจกต์ ในรูปแบบคอมมิวนิตี (community) ที่มีทั้งสปา สปอร์ตคลับ ที่พักอาศัย โรงแรม คลับเฮาส์ งานนี้เป็นงานที่ใหญ่มาก ในโครงการมี 51 โครงการย่อยอยู่ในนี้ ต้องประสานงานกับคนมากมาย และบุคคลเหล่านี้อยู่ต่างประเทศ ต่างภูมิภาค ต่างทวีป ซึ่งใช้ช่วงเวลาต่างกัน ทำให้การประชุมและการสื่อสารค่อนข้างลำบาก นอกจากนั้นสิ่งที่ท้าทายอีกเรื่องหนึ่ง ก็คือ การทำงานกับกลุ่มคนจำนวนมาก ซึ่งแต่ละคนก็มีหลากความคิดหลายมุมมอง กว่าจะได้มาซึ่งข้อสรุปในส่วนต่างๆ อาทิ ด้านแลนด์สเคป แลนด์เพลนนิง อาคิเทค ผู้ออกแบบระบบแสง ผู้ดูแลสิ่งแวดล้อม ก็ใช้เวลานานพอสมควร ซึ่งต้องขอบคุณ บริษัท Harthowerton มากๆ ที่ให้โอกาสคนไทย อย่างเราได้ทำโครงการระดับโลกนี้ “สำหรับนิสิต นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาด้านนี้มาแล้ว แต่ยังหางานไม่ได้ ก็อย่าพึ่งท้อ ใช้ช่วงเวลานี้หาไปฝึกงานเพื่อเพิ่มทักษะ อย่าเลือกองค์กร ถ้าที่ไหนให้โอกาสรีบก้าวเข้าไปหาประสบการณ์ ตั้งใจที่จะเรียนรู้และสิ่งดีๆ จะกลับมาหาตัวเราเอง” |
กูรู ม.รังสิต เผยเคล็ดลับเรียน “interior Design” วางแผนดี อนาคตไกล
ผู้ก่อตั้ง PayPal ทุ่มเงิน 1.25 ล้านUSD สร้างเมืองขนาดเล็กกลางทะเล
| |||
| ---------------------------------------------------------------------------------------- |
สถาปัตยกรรมปกติ และ ที่ว่างที่ผิดปกติ
| ผมอยากจะขอเริ่มบทความนี้ จากข้อสงสัยของตัวผมเองเมื่อหลายปีก่อน ตอนสมัยเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรชั้นปีที่ 3 "ทำอย่างไรที่จะทำให้งานออกแบบของผม มีความแตกต่างจากคนอื่นๆ" นั้นคือคำถามเริ่มแรกที่นำไปสู่ประเด็น ที่ผมทำการศึกษาค้นคว้า หาคำตอบต่อมาจนกระทั่งวันนี้ จากคำถามที่ว่า "ทำอย่างไร" ให้แตกต่าง มาสู่คำถามที่ว่า "ทำไม" ต้องแตกต่าง เป็นการย้อนถามตัวเองว่า ถ้าเกิดความแตกต่างแล้วจะเกิดอะไรขึ้น ทำไมความแตกต่างจึงเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา เป็นสิ่งที่คนหลายคนไคว้คว้า แรกเริ่มเดิมทีชนชาติตะวันตกเชื่อว่า พลังและอำนาจ แห่งการสร้างสรรค์ สิ่งต่างๆ มาจากพระเจ้า เป็นของขวัญที่พระเจ้ามอบให้มนุษย์ และที่สำคัญมนุษย์เชื่อว่า พลังนี้ ไม่ได้ดำรงอยู่ในตัวมนุษย์ ยุคนี้ถูกเรียกกันว่า ยุคที่พระเจ้าเป็นศูนย์กลาง (Centric World - God as the centre of Universe) ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นข้าวของ เครื่องใช้ เครื่องประดับ และแม้กระทั่งงานศิลปะต่างๆ ซึ่งรวมทั้งงานสถาปัตยกรรม จึงถูกใช้เพื่อเป็นสิ่งที่แสดงออกมาเพื่อขอบพระคุณต่อ ของประทานสิ่งนี้ ยกตัวอย่างเช่น ที่ว่างที่ส่งเสริมต่อการเกิดแรงศรัทธาต่อพระเจ้า ที่ว่างที่ศักดิ์สิทธิ์ (Sacred Space) การใช้สถาปัตยกรรมเป็นตัวกลางในการเชื่อมโลกมนุษย์ กับโลกสวรรค์ หรือทำให้มนุษย์รู้สึกตัวเองว่าเป็นเพียงแค่ เม็ดทรายท่ามกลาง ความงดงามของสวนสวรรค์ในงานสถาปัตยกรรมสมัย โกธิค (Gothic Architecture) อย่างไรก็ตาม แนวความคิดแบบนี้เริ่มเกิดการสั่นคลอน เมื่อมนุษย์ชาวอิตาลี ประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือใหม่สำหรับการ "มองโลก" ให้แก่เพื่อนมนุษย์ เครื่องมือสำหรับการมองโลกแบบใหม่นี้ ถูกนำไปใช้ในการวัดมิติของที่ว่างและมิติของเวลา สามารถแปลงมิติของที่ว่างลงบนแผ่นระนาบได้ นั้นคือรูปภาพแบบ Perspective นี่คือจุดที่หักเหที่ยิ่งใหญ่ต่อกระบวนความคิดของมนุษย์ เพราะ Perspective นอกจากใช้เป็นเครื่องมือที่ใช้มอง และวัดมิติทั้งสี่ของที่ว่างแล้ว ภาพ Perspective ยังเป็นภาพสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงการ "วางสายตามนุษย์ไว้ที่ตำแหน่งตรงศูนย์กลางของการมอง ศูนย์กลางของอำนาจแห่งการสร้างสรรค์ วางแทนที่พระเจ้า" จากพระเจ้าคือศูนย์กลาง คือทุกสิ่ง คือผู้ประทานอำนาจของการคิด การสร้างสรรค์ มาเป็นมนุษย์คือศูนย์กลาง คือผู้กำหนดความคิดของตัวเอง กำหนดจาก "ตา" ของตัวเอง ณ เวลานี้มนุษย์ "เห็น"โลกอย่างที่เขาต้องการเห็น "เข้าใจ"โลกอย่างที่เขาต้องการเข้าใจ "ทำ"โลกให้เป็นโลกอย่างที่เข้าต้องการให้เป็น และที่สำคัญที่สุด ให้โลกมันดำเนินไปอย่างเป็นปกติ ภายหลังที่มนุษย์กลายเป็นบุคคลที่ครอบครองทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอำนาจของการสร้างสรรค์ การเข้าใจโลก (จากสายตาของมนุษย์) และการควบคุมการเป็นไปของโลก ผมขออนุญาตนำเสนอแบบจำลองอันหนึ่ง ซึ่งเป็นแบบจำลองของโลก หรือเราอาจจะเข้าใจง่ายกว่า ถ้าใช้คำว่า "สังคมแบบปกติ" ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสังคมที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงร่วมกัน อาจจะเป็น ขอบเขต กรอบ กฎเกณฑ์ ของผู้ที่กำหนด หรือผู้ที่มีอำนาจมากำหนด ดังนั้นการดำเนินไปของสิ่งต่างๆ ถ้าอยู่ภายใต้กรอบ ขอบเขต กฏเกณฑ์ นี้แล้วจะราบรื่นและเป็นไปอย่างเป็นปกติ (Normativity) ซึ่งรวมไปทั้ง การสร้างสรรค์ ด้วยกรอบ ขอบเขต และกฎเกณฑ์ ต่างๆ เหล่านี้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือ ที่ทำให้สังคมของมนุษย์ ดำเนินไปอย่างเป็นปกติ เช่น กฎหมาย ค่านิยมทางสังคม ความนิยมของสังคม โฉนดที่ดิน (หรือสมบัติของผู้ดี ความเป็นกุลสตรีไทย แม้กระทั่ง การไว้ผมยาวของศิลปิน หรือสัญลักษณ์ทางเครื่องแบบและหัวเข็มขัดของนักเรียนช่างกล ช่างศิลป์ ถ้าเรามองพวกเขาอยู่ใน โลกหรือสังคมของพวกเขาเอง ที่มีการกำหนดกรอบหรือ กฎเกณฑ์อะไรบางอย่าง ที่ต่างกับสังคมอื่นๆ) ความเป็นไปอย่างเป็นปกติ (Familiar Situation) นี้เองเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการหาคำตอบ ของความแตกต่าง เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากการที่คนแต่ละคนในสังคม ดำรงชีพร่วมกันอย่างปกติสุข หรือดำรงชีพอยู่ได้อย่างไม่มีความรู้สึกถึงข้อกำหนด และกฎเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งที่จริงแล้ว กฎเกณฑ์ต่างๆ เหล่านี้อยู่ห้อมล้อม รอบตัว และรอบพื้นที่ว่างของคนแต่ละคน ในทุกอย่างก้าว เพียงแต่เราไม่รู้สึกถึงขอบเขตตรงนั้น ความเป็นไปอย่างเป็นปกตินี้เองจึงเป็นสิ่งที่นักออกแบบ นักคิด และนักปรัชญาหลายๆ ท่าน นำมาเป็นจุดเริ่มที่จะค้นหา "ทางออก" พยายามดิ้นรนให้หนีจาก "กรอบ" เพราะนอกจากจะทำให้คน รู้สึกถึงความมีตัวตนของเขาเอง อย่างที่ Descartes กล่าวว่า "I think therefore I am" เพราะเมื่อเขาคิดเขาจึงรู้สึกตัวตนที่เขามีอยู่ และทำให้คน และสังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง เคลื่อนไหว เกิดพลัง ผมขออนุญาตข้ามคำถามที่ว่า การสร้างความแตกต่างนั้นดี หรือไม่ดี ในช่วงนี้ก่อน เพื่อนำไปสรุปช่วงท้าย อย่างไรก็ตาม คำถามที่น่านำมาวิเคราะห์ และสังเคราะห์ในชัดคือ ทำอย่างไรจึงจะสร้างให้เกิดความแตกต่าง และแตกต่างจากอะไร จุดที่สำคัญที่จะทำให้เกิดกระบวนการนี้อย่างสมบูรณ์ คือ การมองทั้งระบบ เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งบริบท ก่อนที่จะสามารถกำหนดทิศทาง และวิธีการ ที่จะทำให้เกิดความแตกต่างขึ้น ผมขอยกตัวอย่างจาก งานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ (Modern Architecture) ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ในการอธิบายปรากฎการณ์ของความเป็นปกติ และการสร้างความแตกต่าง 3. สังคมสมัยใหม่ปกติ สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ถือกำเนิดขึ้นราว ศตวรรษที่ 19-20 เป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทั้งในวิธีการคิดและการผลิตผลงาน อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น คือพิจารณาถึงบริบททั้งหมดของ Modernism (สมัยใหม่นิยม) เพราะนอกเหนือจากบริบททางสังคม การเมือง ซึ่งเป็นตัวสำคัญที่มีผลต่อรูปแบบของที่ว่างทางสถาปัตยกรรม บริบททางชีวิตความเป็นอยู่ วิทยาการ เทคโนโลยี ซึ่งรวมถึงการผลิตวัสดุ อุปกรณ์ต่างๆ ก็เป็นตัวแปรที่สำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงอันนี้ เราอาจจะมองเฉพาะรอยต่อของช่วงสมัย Art Nuvou, Neo Classic กับการเกิดขึ้นของ Modernism ซึ่งในที่นี้ผมขอเสนอภาพซึ่งเป็นสิ่งที่บันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ (Representational History) มาเป็นการดำเนินเรื่องราวของสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลานั้น 3.1 สงคราม เป็นจุดเริ่มแรกที่ผมอยากจะนำมาเป็นปัจจัยหลักของการเปลี่ยนแปลง เพราะนอกจากสงครามเป็นเครื่องมือสำหรับการทำลายล้างแล้ว สงครามยังเป็นจุดที่สำคัญต่อการเกิดขึ้นของสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของการบริโภคทรัพยากร และเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลา ซึ่งต้องการความรวดเร็วทั้งการตั้งค่ายรบ ฐานทัพ หรือสภาพบ้านเรือนที่เสียหาย สำหรับผู้คนที่เป็นเหยื่อของสงคราม ความต้องการที่อยู่อาศัยอย่างรีบเร่ง เพื่อป้องกันความหนาวเย็น และสร้างความปลอดภัยต่อตนเอง และครอบครัว จึงเป็นสาเหตุอย่างหนึ่งซึ่งนำถึงความเปลี่ยนแปลงของสถาปัตยกรรมในยุคดังกล่าว 3.2 การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยี และระบบอุตสาหกรรม การส่งเสริมการผลิตในรูปแบบของ สายการผลิต และการผลิตแบบแยกส่วน การผลิตเหล่านี้ นอกจากจะตอบสนองต่อการสงครามและอุปกรณ์ที่ใช้ในการสงครามโดยตรงแล้ว ยังมีส่วนที่เข้าไปจำกัด และกำจัด ระบบบริโภคแบบอื่นๆ อีกด้วย เช่น ระบบการผลิตแบบเกษตรกรรม ระบบการผลิตในครัวเรือน และการผลิตในลักษณะ Handmade เพราะระบบการผลิตในแบบอุตสาหกรรม เป็นการผลิตสินค้าจำนวนมาก สามารถทำให้เกิดการได้เปรียบทางการค้า และนำไปสู่ระบบ Capitalism และระบบบริโภคนิยม ในที่สุด 3.3 การเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรในเมือง การเดินทางเข้ามาหางานทำในเมืองใหญ่ เพราะเมืองใหญ่ นอกจากโอกาสในการที่จะทำเงิน มากกว่าในเมืองเล็กแล้ว เมืองใหญ่ยังถูกใช้เป็นภาพลักษณ์ของความเจริญก้าวหน้า การเปลี่ยนคุณภาพชีวิตให้ทันสมัย หรือดีขึ้น ดังนั้นการเดินทางของคนจำนวนมากเข้ามาในเมืองใหญ่ จึงทำให้เกิดการใช้พื้นที่อย่างหนาแน่น ทั้งของคน และยานพาหนะ อีกทั้งมีการควบคุมและกำหนดพื้นที่อย่างแยบยล ไม่ว่าการแบ่งพื้นที่ทางสังคม หรือพื้นที่ทางสถาปัตยกรรม เช่น การกำหนดที่จอดรถยนต์ พื้นที่ของส่วนบริหารซึ่งไม่อนุญาตให้คนทั่วไปเข้าไปใช้ได้ เป็นต้น 3.4 การยอมรับเอาความงามทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ทั้งด้านการทำงาน การผลิต และการพักผ่อนหย่อนใจ ทำให้เกิดการใช้พื้นที่ และกิจกรรมใหม่ๆ อย่างเช่นในรูป โรงหนังกลางแจ้งสำหรับคนขับรถส่วนตัว หรือโรงภาพยนตร์ ทั้งสามมิติหรือไม่สามมิติก็ได้ เป็นการเปลี่ยนแปลงให้การใช้ชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชีวิตในเมืองใหญ่ให้เข้ากับ ระบบการผลิต และระบบการบริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การบริโภคเวลาของคนเมืองใหญ่ ซึ่งกลายเป็นทาสของเวลา และบริโภคเวลานี้เองที่กลายมาเป็นการแลกมาของเงิน ดังนั้นเราจึงได้ยินคำพูด บ่อยๆที่ว่า เวลาคือเงิน อย่างไรก็ตาม ผมอยากที่จะขอสรุปอย่างคร่าวๆ ของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในรอยต่อของยุคสมัยที่เรียกว่า Modernism คือการเกิดขึ้นของคำว่า "มาตราฐาน" (Standardization) ซึ่งเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุดในการ "วัดคุณค่า" ทั้งการผลิตและการบริโภค ไม่ว่าจะเป็นการผลิตให้ได้มาตราฐาน ซึ่งหมายถึงของทุกชิ้นที่ออกมาสู่ตลาด ต้องมีคุณภาพที่ดีเหมือนกันทั้งหมด มาจากมาตราฐานเดียวกัน การได้มาซึ่งมาตราฐานย่อมหมายถึง การได้มาซึ่งชื่อเสียง อำนาจในการต่อรอง การได้เปรียบทางการค้า และท้ายที่สุด คือ เงิน (ผู้บริโภคย่อมต้องซื้อหาสินค้าที่มีมาตราฐาน) อย่างไรก็ดี การเกิดขึ้นของชนชั้นทางสังคม ก็ถูกกำหนดขึ้นจากมาตราฐานตัวเดียวกันนี้. การสร้างภาพให้ผู้คนพยายามที่จะสามารถครอบครองความมีมาตราฐาน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สบายขึ้น เป็นการเลื่อนขั้นทางสังคมอย่างหนึ่งซึ่ง Modernism สัญญาเอาไว้กับมนุษย์ และในขณะเดียวกันการสร้างมาตราฐาน ก็กลายมาเป็นการสร้างกรอบ หรือระเบียบปฎิบัติต่อสังคม เพื่อให้ดำเนินไปอย่างดี อย่างเป็นปกติ 4. สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ปกติ เราอาจจะโยงการเปลี่ยนแปลงโดยภาพรวมที่เกิดขึ้นกับรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยี เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของการใช้สอย และรูปแบบทางสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ยกตัวอย่างเช่น Walter Gropius กับการเกิดขึ้นของสถาบัน Bauhaus, การนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาวัสดุสมัยใหม่ๆ (ในช่วงสมัยนั้น) เช่น เหล็ก และ กระจก, การเกิดขึ้นของตึกสูง และตึกระฟ้า, โครงสร้างขนาดใหญ่ และ Long Span Structure, การนำเอาระบบตารางและพิกัดมาใช้ในการผลิตวัสดุอุปกรณ์ ต่างๆ ในวงการก่อสร้าง, คุณค่าความงามที่ถูกความเรียบง่าย และสะอาดเป็นเครื่องมือใช้วัดความงาม และที่สำคัญ คือการกำหนดค่ามาตราฐานกลางต่างๆ เช่น สัดส่วนของมนุษย์ที่ใช้ มนุษย์สูง 1.80 เมตรในการเป็นต้นแบบ เป็นการสร้างมาตราฐานให้กับคุณค่าของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ที่ถือกันว่า เป็นสถาปัตยกรรมที่มีคุณภาพที่ดี เหมาะสำหรับคุณภาพชีวิตที่ดี แท้จริงแล้วมาตราฐานของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ก็เริ่มละเลยคุณภาพที่แตกต่าง ซึ่งแตกต่างจาก "มาตราฐาน"ของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ หรือสมัยใหม่นิยม ดังนั้นเราจึงอาจกล่าวได้ว่า สถาปัตยกรรมที่เกิดขึ้น คือสิ่งที่พยายามทำให้เห็นว่าเป็น "สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ปกติ" และจากมุมมองนี้ที่เป็นจุดสำคัญต่อวงการนักคิด นักออกแบบทั้งหลาย ที่มองเห็น "กรอบ" หรืออีกนัยคือ มาตราฐานเหล่านี้ ทำให้พวกเขารู้สึกว่า การดิ้นรนหาทางออกจาก กรอบหรือมาตราฐานที่ถูกกำหนดเป็นการท้าทาย การเกิดขึ้นของการเปลี่ยนแปลง (อีกที และอีกที) พยายามทำให้เกิดความไม่ปกติขึ้น มองสิ่งที่เป็นปกติ (หรือถูกทำให้เป็นปกติ) ในมุมมองใหม่ๆ จาก "ตา" ของพวกเขา จากความคิดเห็นส่วนบุคคล และสำหรับผม ทำให้สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ปกติ ให้กลายเป็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่เกือบปกติ หรือ ผิดปกติ วิธีการที่ทำให้ความปกติ กลายเป็นความเกือบปกติ หรือผิดปกติ โดยทั่วไปแล้ว ชาวตะวันตกมักจะหยิบยืม ความคิดของนักคิด นักปรัชญา ทั้งหลายมาเป็นเครื่องมือในการมอง ในการคิด คล้ายๆ กับการเลือกหาแว่นตาใหม่ๆ เพราะเมื่อเวลามองจากสายตา ผ่านเครื่องช่วยมองอันนี้ จะทำให้ให้เห็นอะไรต่างๆชัดขึ้น เห็นโลกในมุมใหม่ๆ ในมุมที่เกือบปกติ หรือผิดปกติได้ สำหรับผมแว่นตาที่ผมหยิบมาสวม คือแนวความคิดของ Michel Foucault โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ทฤษฎีที่ว่าด้วยอำนาจและการใช้อำนาจ" (Theory of Power) 5. มุมมองใหม่ผ่านแนวคิด Michel Foucault กับทฤษฎีที่ว่าด้วยอำนาจและการใช้อำนาจ Foucault ได้มอบเครื่องมือพิเศษสำหรับการเข้าใจ และการเห็นความสัมพันธ์ของอำนาจ ไม่ว่าจะในแง่ของรูปธรรม และนามธรรม. Foucault ได้พัฒนาความคิดของเขาจากความคิดเบื้องต้นของ จิตวิเคราะห์ ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาจาก Simund Freud (Psychoanalysis) เป็นการมองเข้าไปในส่วนรากเหง้าของโครงสร้างทางสังคม ในคู่ความสัมพันธ์ของ อำนาจและความรู้ (Power/Knowledge) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาหาความสัมพันธ์ ของกรอบและผู้ที่อยู่ในกรอบ, ผู้กำหนดและผู้ถูกกำหนด, การควบคุมและการถูกควบคุม, และที่สำคัญคือ การเชื่อมโยงในการใช้อำนาจและที่ว่าง ทั้งทางสังคม และสถาปัตยกรรม ที่จะกล่าวถึงต่อไป จากการที่ Foucault ได้มองเห็นถึงคู่ความสัมพันธ์ของอำนาจและความรู้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สังคม และโครงสร้างทางสังคม "ดำเนินไปอย่างปกติ" และพยายามทำให้เกิดโอกาสเข้าไปสั่นคลอนโครงสร้างปกติอันนี้ จากคน หรือ กลุ่มคน ที่อยู่ภายใต้กรอบ หรือ มาตราฐาน ที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว เริ่มที่จะดิ้นรนหาทางออก หรือพื้นที่ของพวกเขาเอง ทั้งในแง่ พื้นที่ทางนามธรรม (Social Space) และรูปธรรม (Architectural Space) ยกตัวอย่างเช่นกลุ่มชนกลุ่มน้อยต่างๆ (Minority Groups) กลุ่มคนผิวสี, กลุ่มคนอ้วน, กลุ่มคนที่เป็นผู้หญิง, กลุ่มคนที่เป็นคนรักร่วมเพศ หรือแม้กระทั่งอย่างที่กล่าวมาแล้ว นักเรียนช่างกล ช่างศิลป์ ต่างๆ ซึ่งพยายามสร้างพื้นที่ หรืออาณาเขตทางอำนาจของตัวเอง Foucault ได้เสนอถึงรูปแบบของการซ้อนทับกันระหว่าง พื้นที่ว่างทางสังคม (Social Space) กับพื้นที่ว่างทางสถาปัตยกรรม (Architectural Space) และในขณะเดียวกันก็เป็นความสัมพันธ์ในทางกลับกัน คือพื้นที่ทางสถาปัตยกรรมเป็นตัวกำหนดพื้นที่ทางสังคม จะเห็นได้ว่ามิติของที่ว่างทั้งสองสิ่งอยู่คู่กัน และส่งผลกระทบต่อซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Panopticon และ Heterotopia (Other Spaces) เป็นตัวอย่างที่สำคัญของแนวความคิดของ Foucault ต่อที่ว่างทางสถาปัตยกรรม 5.1 Panopticon คือรูปแบบคุกซึ่ง Jeremy Bentham ออกแบบเอาไว้และ Foucault ได้นำมาวิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ระหว่าง มิติของพื้นที่ว่างทางสังคม และมิติของพื้นที่ว่างทางสถาปัตยกรรม ตาม"ทฤษฎีที่ว่าด้วยอำนาจและการใช้อำนาจ" การควบคุมนักโทษ โดยการใช้สายตาของผู้ควบคุมที่ตั้งอยู่ที่จุดศูนย์กลางของคุก ซึ่งหอคอยกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการควบคุม และการใช้อำนาจ เป็นการควบคุมหรือการสร้างกรอบ ทางความคิดและทางจินตนาการต่อนักโทษ ให้รู้สึกว่าตัวเขา กำลังมีคนควบคุมอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะมีคนคุมหรือไม่ก็ตาม เป็นการใช้ที่ว่างทางสถาปัตยกรรมเป็นเครื่องมือ กำหนดมิติที่ว่างทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สังคมของนักโทษ นอกจากนั้น Panopticism ยังกลายเป็นสัญลักษณ์ของการควบคุมโดยเทคโนโลยี ไม่ใช่แค่นักโทษ แม้แต่คนปกติทั่วไป เราเองก็ถูกควบคุม และสอดส่องโดย กล้อง Surveillance เป็นการเปลี่ยนแปลงทางสัญลักษณ์ของ Panopticism อย่างหนึ่ง. สิ่งซึ่งน่าคิดตรงนี้ก็คือว่า ใครมีอำนาจในการสอดส่อง และควบคุมคนแต่ละคนบนพื้นที่ว่างสาธารณะ. เรากลายเป็นนักโทษโดยไม่ได้รู้ตัว และที่สำคัญทุกอย่างถูกดำเนินไปอย่างเป็นปกติ 5.2 Heterotopia (Other Spaces) คือแนวความคิดของ Foucault อีกอย่างหนึ่งซึ่งผมอยากจะนำมาเล่าสู่กันฟัง นอกจากที่ Foucault ได้สร้างเครื่องมือในการเชื่อม มิติของพื้นที่ว่างทางสังคม และทางสถาปัตยกรรมเข้าด้วยกันแล้ว ดังที่ยกตัวอย่าง Panopticon. Foucault นำเสนอถึงการควบคุมและจัดการที่ว่างสถาปัตยกรรมที่มีผล ต่อมิติของที่ว่างทางสังคมโดยใช้ แนวความคิดในเรื่อง Heterotopia หรือในอีกชื่อหนึ่งคือ Other Spaces โดยทั่วไปแล้ว Heterotopia เป็นการนำเสนอถึงการจัดการ การปิดบัง ซ่อนเร้น กลุ่มคนที่มีลักษณะผิดไปจาก มาตราฐาน ปกติ หรือที่อยู่นอกเหนือจากกรอบและมาตราฐานที่จะทำให้ การดำเนินไปของสังคมปกติ เป็นไปอย่างไม่เป็นปกติ ดังนั้น จึงกำหนดให้กลุ่มคนพวกนี้ไปใช้พื้นที่บริเวณริมขอบของพื้นที่ต่างๆ และถูกกำหนดให้ห่างออกจากสังคมปกติ บริเวณที่ห่างไกลจากการมองเห็นของคนปกติทั่วไป พื้นที่เหล่านี้ถูกกำหนด ถูกกรอบให้เป็นพื้นที่ต้องห้าม ห้ามคนที่เป็นปกติก้ำกราย และห้ามก้ำกรายคนปกติ. เป็นพื้นที่สำหรับคนไม่ปกติ คนบ้า คนป่วย หรือ คนคุก คือ โรงพยาบาลโรคประสาท โรงพยาบาล คุก เป็นต้น พื้นที่เหล่านี้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของการใช้อำนาจ บนพื้นที่ว่าง เป็นการซ้อนทับของมิติทางการใช้อำนาจ ลงไปบนมิติของที่ว่างทางสังคม และบนมิติของที่ว่างทางสถาปัตยกรรม ทำให้เกิดเป็น ที่ว่างที่ไม่ปกติ หรือที่ว่างที่ผิดปกติ (Other Spaces) นอกจากพื้นที่ต่างๆ เหล่านี้ที่ถูกใช้เป็นที่ตั้ง ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล โรงพยาบาลโรคประสาท หรือคุก แล้ว แนวความคิดของ Foucault ในเรื่อง ที่ว่างที่ไม่ปกติ (Other Spaces ) ยังมีความหมายครอบคลุมลงไปในทุกๆ ส่วนของสังคม หรือหน่วยเล็กที่สุดของสังคม คือ คนและร่างกายของคน ไม่ว่าจะเป็น ความดี-ความเลว, ความสว่าง-ความมืด, ความฉลาด-ความโง่, ความสวยงาม-ความน่าเกลียด, ผู้ชาย-ผู้หญิง, คนผอม-คนอ้วน, รักต่างเพศ-รักร่วมเพศ, และคู่ความสัมพันธ์ของโครงสร้างสังคมแบบปกติ ที่ทาง"สถาบัน"ต่างๆ เป็นผู้กำหนดให้ ไม่ว่าจะเป็น สถาบันทางการศึกษา, สถาบันทางศิลปะ, สถาบันทางการเงิน, หรือ สถาบันครอบครัว เป็นต้น ดังนั้นความหมายของ Other Spaces จึงเป็นการเรียนรู้จากกรอบ "กรอบของความปกติ" ซึ่งมักจะถูกกำหนดขึ้นจาก "สถาบัน" (Institution and Institutionalized Power) ให้เกิดความปกติ เรียบร้อย ในการเข้าใจความสัมพันธ์ของโครงสร้างกลไกทางสังคม และสามารถมองเห็นการใช้อำนาจนั้นบนพื้นที่ว่าง ไม่ว่าจะเป็นไปในรูปของ พื้นที่ว่างทางสังคม หรือ พื้นที่ว่างทางสถาปัตยกรรม เป็นการเข้าใจถึงความสัมพันธ์อันซับซ้อนของโครงสร้างทั้งสอง และเป็นการหาช่องว่างสำหรับกลุ่มคนที่อยู่ภายใน"กรอบ"ที่พวกเขาจะมีโอกาสสร้างมาตราฐาน ของพวกเขาเอง มีที่ว่างสำหรับตัวของเขา หรือกลุ่มของพวกเขาเอง ไม่ใช่ที่ว่างที่ถูกคนอื่นกำหนดขึ้น หรือสร้างให้. การเกิดขึ้นของกลุ่มนักคิดในแนวนี้ เช่น Feminine Theory, Queer Theory, Oriental and African Studies, ส่วนในทางสถาปัตยกรรม Other Spaces หรือการทำให้เห็นถึงความแตกต่าง และเปิดโอกาสให้เกิดความแตกต่างทางสถาปัตยกรรม ไม่ใช่แค่การทำให้เกิดความแตกต่างทาง รูปทรง และรูปร่าง เช่นการใช้รูป Curve หรือเส้นโค้งต่างๆ ทำให้เกิดรูปทรงที่ผิดแผก แตกต่างจากระบบโครงสร้างปกติ เช่น เสาคาน ระบบพิกัดต่างๆ ในมุมหนึ่งอาจจะสามารถพูดได้ว่า นั้นคือการทำให้เกิดความแตกต่าง แตกต่างจากสิ่งที่มีคนเคยทำมา แต่ในความมุ่งหมายของตัวผม Other Spaces คือการเข้าใจถึงหัวใจของ ความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นปกติทั่วไป ซึ่งมักจะเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดขึ้น เป็นค่ามาตราฐานในสังคม แม้กระทั่งความงาม และสถาปัตยกรรม กับการทำให้เกิดความผิดปกติ หรือไม่ปกติขึ้นกับสถาปัตยกรรม ซึ่งเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์กันระหว่าง มิติทางสังคม และมิติทางสถาปัตยกรรมเข้าด้วยกัน ไม่ใช่นำเอา สถาปัตยกรรม แยกตัวออกจากมิติทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสังคมไทย ซึ่งผมขออ้างถึงข้อเขียนของ อาจารย์ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ซึ่งเขียนไว้ว่า "กระบวนความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย เกิดขึ้นในลักษณะการพัฒนาแบบพึ่งพาอาศัย ทั้งจากพื้นฐานที่เก็บสะสมมา ไม่ว่าจะเป็น ประวัติศาสตร์, วัฒนธรรม, ศาสนา, รวมถึง เศรษฐกิจ, และการเมือง ซึ่งเป็นการพัฒนาวิธีคิดความหมายของการสร้างความแตกต่าง ที่ต่างออกไปจากวิธีคิดของชาวตะวันตก ที่เน้นมาจากความคิดริเริ่มของแต่ละบุคคลเป็นใหญ่ (Individuality) ดังนั้น คำถามที่ผมข้ามไปตอนกลางของบทความ ที่ว่า "การเกิดความแตกต่างขึ้นดี หรือไม่ดี" สามารถตอบ ณ ที่นี้ คือ ถ้าเราสร้างความแตกต่างจากความคิดริเริ่มส่วนบุคคล ฝ่ายเดียว โดยไม่สนใจคนรอบข้างว่าเป็นอย่างไร คิดเห็นอย่างไร หรือ สัมพันธ์กับปัจจัยอื่นๆ อย่างไร เราก็ยังไม่สามารถหนีจาก "กรอบใหญ่" ที่สุดของสถาบันได้ นั่นคือ White-Male (Heterosexual) World คือโลกของผู้ชายผิวขาวชาวตะวันตก ซึ่งเป็นที่มาของการสร้างกรอบต่างๆ ที่ใช้เป็นมาตราฐานของสังคมปกติ เรื่อยๆมา ซึ่งนานและยากต่อการเข้าไปแก้ไขเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม ถ้าเราสามารถพัฒนาโดยการพึ่งพาอาศัย จาก มิติที่ว่างทางสังคม ไปสู่มิติอื่นๆ รวมทั้ง มิติที่ว่างทางสถาปัตยกรรมได้ นี่อาจจะเป็นการริเริ่มสร้างความแตกต่าง สำหรับการหนีออกจาก "กรอบใหญ่ที่สุด" อันนี้ ไปสู่การสร้างความแตกต่างอย่างสมบูรณ์แบบ สร้างสถาปัตยกรรมที่ไม่ปกติขึ้น ในโลกของสถาปัตยกรรมที่เป็นปกติตามสายตาของ ชาวตะวันตกได้ ผู้เขียน : สันต์ สุวัจฉราภินันท์ คณะสถาปัตยกรรม มช. ขอบคุณข้อมูลจากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน : http://61.47.2.69/~midnight/fineartcmu2001/newpage23.html |
Ring Around a Tree สถาปัตยกรรมที่ปลูกฝังให้เด็กผูกพันกับธรรมชา
‘Ring Around a Tree’ เป็นแนวคิดของ Tezuka Architects ที่พยายามเพิ่มพื้นที่แห่งใหม่ให้เด็กๆ ได้ใช้สอยกัน ผลงานชิ้นนี้ตั้งอยู่ในโรงเรียนประถม Fuji Yochien โรงเรียนเอกชนในโตเกียว ซึ่งโรงเรียนแห่งนี้ก็เป็นผลงานออกแบบของ Tezuka เช่นเดียวกัน
Ring Around a Tree เป็นอาคารเปิดโล่งล้อมรอบต้นไม้ใหญ่ ให้เด็กๆ สามารถมาวิ่งเล่นไปตามบันไดซึ่งได้ออกแบบเอาไว้อย่างเรียบง่าย ทว่าเหมาะกับการปีนป่าย ซึ่งช่วยให้เด็กๆ ได้เคลื่อนไหว สร้างความสนุกสนาน รู้สึกถึงการผจญภัย และที่สำคัญ ความที่อาคารแห่งนี้สร้างล้อมรอบต้นไม้ขนาดใหญ่เอาไว้ ก็ยังทำให้เด็กๆ ได้สัมผัสและรู้จักธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ผ่านกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ที่แผ่ขยายมาเป็นร่มเงากล่อมเกลาจิตใจให้ผ่อนคลายและอ่อนโยน นอกจากนั้นแล้วอาคารแห่งนี้ยังได้จัดพื้นที่ส่วนหนึ่งกั้นเป็นห้องล้อมรอบด้วยกระจก เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนการสอนหรือการทำกิจกรรมต่างๆ ได้อีกด้วย
อยากให้โรงเรียนในบ้านเมืองเรามีแบบนี้บ้างจัง!
ทีมา: www.portfolios.net
โฮมสเตย์บ้านแม่กำปอง ภูมิปัญญาตามวิถีชีวิตของชุมชน
บ้านแม่กำปอง กิ่งอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาและมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ชาวบ้านมีอาชีพปลูกเมี่ยง ทำไร่ และทำส่วนกาแฟ จึงทำให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปชื่นชมความงดงามอย่างไม่ขาดสาย ปริมาณนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นทำให้ชาวบ้านเกรงว่าอาจส่งผลกระทบต่อชุมชนในอนาคต
โดยเฉพาะวัฒนธรรมภายนอกที่เข้ามาพร้อมกับนักท่องเที่ยว จากสิ่งที่เกิดขึ้นจำเป็นต้องมีกระบวนการป้องกันปัญหา เพื่อให้คนในหมู่บ้านและนักท่องเที่ยวได้ตระหนักถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติต่อไป พร้อม ๆ กับการอนุรักษ์วัฒนธรรมของคนในชุมชน โดยใช้กระบวนการวิจัยโครงการ รูปแบบการจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แบบยั่งยืน บ้านแม่กำปอง หมู่ 3 ตำบลห้วยแก้ว กิ่งอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่
หลังสิ้นสุดกระบวนการวิจัย ชาวบ้านสามารถรวบรวมพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ พืชสมุนไพร ไม้ดอกที่มีคุณค่าอย่าง ”ดอกเอื้องดิน” ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญาตามวิถีชีวิตของชุมชน รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพของคนในชุมชน นอกจากนั้นยังนำเอาองค์ความรู้ไปต่อยอดพัฒนาไปสู่รูปแบบการท่องเที่ยวภายใต้การจัดการของคนในชุมชนอย่างเป็นระบบ ที่ประกอบด้วย กิจกรรมทางการท่องเที่ยว โปรแกรมและรูปแบบการท่องเที่ยว กฎระเบียบข้อบังคับการท่องเที่ยวของชุมชน คณะกรรมการด้านการท่องเที่ยว การบริหารจัดการทรัพยากรทางการท่องเที่ยวของชุมชน เน้นการกระจายรายได้ และผลประโยชน์ที่ลงสู่ชุมชนอย่างสมดุลย์
โรงเรียนแนวใหม่
"บ้านแม่กำปอง" หมู่บ้านงามกลางหุบเขา
"บ้านแม่กำปอง" หมู่บ้านเล็กๆ ท่ามกลางหุบเขาในกิ่งอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ก็ถือเป็นหมู่บ้านโอทอปแห่งหนึ่งที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นหมู่บ้าน OTOP Village Champion
ก่อนที่จะได้รับคัดเลือกให้เป็นหมู่บ้าน OTOP Village Champion หมู่บ้านแม่กำปองก็เป็นที่รู้จักในเรื่องของการเป็นหมู่บ้านโฮมสเตย์ที่น่าสนใจแห่งหนึ่ง โดยหมู่บ้านนี้ได้รับการการันตีด้วยตราสัญลักษณ์โฮมสเตย์มาตรฐานไทย ที่นักเดินทางสามารถมั่นใจในคุณภาพเมื่อเดินทางไปเยือนเมื่อปี พ.ศ.2547 ที่ผ่านมา
พรมมินทร์ พวงมาลา อดีตผู้ใหญ่บ้านแม่กำปอง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ริเริ่มจัดทำบ้านแม่กำปองให้เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เล่าถึงเรื่องการจัดทำโฮมสเตย์ในหมู่บ้านให้ฟังว่า ได้เริ่มต้นทำมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 สมัยที่ตัวเองมาเป็นผู้ใหญ่บ้าน โดยได้มีความคิดอยากให้มีเรื่องการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เนื่องจากเห็นว่าที่หมู่บ้านมีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว มีต้นทุนทางธรรมชาติ ทั้งอากาศ ป่าไม้ และน้ำตกที่มีความสูง 7 ชั้น จึงได้ขอความร่วมมือจากชาวบ้านให้ร่วมกันพัฒนาน้ำตกและบริเวณหมู่บ้านให้สะอาด และจัดทำเป็นโฮมสเตย์ขึ้น จนมาถึงปัจจุบันก็มีบ้านที่เข้าร่วมโครงการโฮมสเตย์ 10 หลังคาเรือน และสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 50-60 คน ด้วยกัน
ด้วยสภาพภูมิประเทศของหมู่บ้านแม่กำปองที่ตั้งอยู่ในหุบเขา ท่ามกลางภูเขาล้อมรอบแทบทั้งสี่ด้าน ทำให้หมู่บ้านแม่กำปองมีอากาศเย็นสบาย ค่อนข้างหนาวในฤดูหนาว และมีทัศนียภาพที่สวยงาม ชาวบ้านอยู่กันแบบเรียบง่าย บ้านเรือนส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้สะอาดเรียบร้อย จัดที่หลับที่นอนให้แก่ผู้มาเยือนได้พักผ่อนอย่างสบายแต่ก็ไม่ทิ้งวิถีชีวิตของชาวบ้าน เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวที่แนะนำกันแบบปากต่อปาก
กิจกรรมในชุมชนบ้านแม่กำปองที่นักท่องเที่ยวจะได้มีส่วนร่วมนั้นก็น่าสนใจเช่นกัน โดยจะมีทั้งการท่องเที่ยวดูวิถีชีวิตของชุมชน ดูการเก็บใบชา ใบเมี่ยง การทำเมี่ยง การทำสมุนไพร การปลูกกาแฟ ซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวบ้าน และหากนักท่องเที่ยวอยากจะชมการแสดงฟ้อนหรือการแสดงดนตรีพื้นเมืองก็สามารถทำได้เช่นกัน รวมทั้งในตอนเช้าก็จะมีการทำบุญตักบาตรร่วมกับเจ้าของบ้านอีกด้วย
ทางด้านแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ภายในหมู่บ้านก็ยังมี "น้ำตกแม่กำปอง" ซึ่งมีสายน้ำไหลตลอดทั้งปี มีความสูง 7 ชั้นด้วยกัน บนชั้นที่ 7 มีแอ่งน้ำสามารถลงเล่นน้ำได้ นอกจากนั้นก็ยังมีเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ทั้งระยะใกล้และไกล โดยระยะไกลนั้นจะสามารถเดินขึ้นถึง "ดอยม่อนล้าน" ยอดเขาที่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,700 เมตร ในวันที่อากาศดีจะสามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้ทั้ง 3 จังหวัด คือ เชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง
นอกจากนั้นบนยอดดอยม่อนล้านก็ยังมีสวนสน สวนสมเด็จย่า และลานของศูนย์พิทักษ์ป่าซึ่งสามารถกางเต็นท์พักแรมชมบรรยากาศบนยอดดอยได้ และที่น่าสนใจก็คือ ในช่วงฤดูหนาวประมาณเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม ต้นพญาเสือโคร่งหรือต้นซากุระเมืองไทยก็จะออกดอกสีชมพูบานสะพรั่งสวยงามมากทีเดียว
พรมมินทร์ ยังได้กล่าวถึงความเป็นไปในหมู่บ้านว่า วิถีชุมชนของชาวบ้านก็เรียกได้ว่าอยู่อย่างพอเพียง ปลูกผลผลิตทางการเกษตรกินกันเอง เพราะหมู่บ้านอยู่ในหุบเขา ค่อนข้างห่างไกลจากตลาด และภายในชุมชนก็มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันแบบพี่น้อง มีน้ำใจไมตรีให้กัน
ด้วยเหตุนี้ ทั้งความน่าสนใจในวิถีชีวิตความเป็นอยู่ รวมทั้งสินค้าโอทอปที่มีคุณภาพและมีเอกลักษณ์ ทำให้หมู่บ้านโฮมสเตย์แม่กำปอง ได้รับคัดเลือกให้เป็นหมู่บ้านหัตถกรรมเพื่อการท่องเที่ยวซึ่งมีความโดดเด่นทั้งในเรื่องของวิถีชีวิต และผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญาที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
โฮมสเตย์บ้านแม่กำปอง ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 3 ตำบลห้วยแก้ว กิ่งอำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ ค่าใช้จ่ายในการพักโฮมสเตย์
-2 วัน 1 คืน อาหาร 3 มื้อ ราคา 550 บาท/คน
-3 วัน 2 คืน อาหาร 6 มื้อ ราคา 900 บาท/คน
หลังจากนี้คิดรายวัน อาหาร 3 มื้อ วันละ 350 บาท รวมทั้งมีบ้านพักให้เช่าเป็นหมู่คณะ ตั้งแต่ 100-1,200 บาท หากต้องการนอนเต็นท์ ค่าเช่าเต็นท์ราคา 150-200 บาท ถ้านำเต็นท์มาเอง คิดค่าบำรุงสถานที่ 50 บาท/คน สอบถามรายละเอียดได้ที่ หมู่บ้านแม่กำปอง โทร.0-5331-5111, 08-9559-4797 อบต.ห้วยแก้ว (บ้านแม่กำปอง) 0-5393-9409
การเดินทางไปยังบ้านแม่กำปอง สามารถใช้เส้นทางเชียงใหม่-สันกำแพง ทางหลวงหมายเลข 1317 ขับออกจากตัวเมืองด้านน้ำพุร้อนสันกำแพงประมาณ 50 ก.ม. ขับตรงมาจนถึงกิ่งอำเภอแม่ออน รวมระยะทางจากสามแยกทางเข้าน้ำพุร้อนสันกำแพงมาถึงหมู่บ้านแม่กำปอง 18 ก.ม.
www.manager.co.th
กฎหมายวิชาชีพ ความเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบวิชาชีพและองค์กรที่เกี่ยวข้อง
สืบเนื่องจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติสถาปนิก พ.ศ.2543 แทน พระราชบัญญัติวิชาชีพสถาปัตยกรรม พ.ศ.2508โดยเปลี่ยนบทบาท
การควบคุมการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมจากกระทรวงมหาดไทย โดย คณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม(ก.ส.) มาเป็นองค์กร "สภาสถาปนิก" ซึ่งอยู่ในการกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และจากการประกาศใช้กฎกระทรวงควบคุมการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม 4 สาขา เมื่อปี พ.ศ.2542 ในชื่อเรียก "กฎกระทรวงฉบับที่ 9 พ.ศ.2542" ซึ่งได้ประกาศให้วิชาชีพสถาปัตยกรรมประกอบไปด้วย 4 สาขาคือ สาขาสถาปัตยกรรมหลัก สาขาสถาปัตยกรรมผังเมือง สาขาภูมิสถาปัตยกรรม และสาขาสถาปัตยกรรมมัณฑนศิลป์ และในปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนมาเป็น "กฎกระทรวงกำหนดวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม พ.ศ. 2549"* ออกตาม พระราชบัญญัติสถาปนิก พ.ศ.2543** และ กฎกระทรวงฯ พ.ศ.2549 ยังคงประกอบไปด้วย 4 สาขาวิชาชีพสถาปัตยกรรมเหมือนเดิม เพียงแต่ได้เปลี่ยนชื่อสาขา "สถาปัตยกรรมมัณฑนศิลป์" เป็น "สถาปัตยกรรมภายในและมัณฑนศิลป์" โดยที่ในปัจจุบันกำลังอยู่ในระหว่างกระบวนการร่างกฎหมายในระดับ "ข้อบังคับ" ออกมาเพื่อให้กฎหมายหลักสามารถบังคับใช้ได้
* อ้างอิงจาก http://www.coa.or.th/download/document/ministerial-vocation.pdf ** อ้างอิงจาก http://www.coa.or.th/download/law/020101.pdf
กฎหมายวิชาชีพที่กล่าวถึงข้างต้น (กฎกระทรวงกำหนดวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม พ.ศ. 2549) ในทางปฏิบัติเมื่อประกาศใช้แล้ว ผู้ที่ประกอบวิชาชีพในสาขาใดๆตามระบุในกฎกระทรวงจะต้องเป็นผู้ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพในสาขานั้นๆ โดยมีระยะเวลาผ่อนผันตามบทเฉพาะกาลให้ผู้ที่ยังไม่มีใบอนุญาตฯยื่นขอใบอนุญาตได้ภายในระยะเวลา 2 ปี ซึ่งกฎหมายนี้ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2549 มีสาระสำคัญในส่วนของสาขาสถาปัตยกรรมภายในฯระบุนิยามของสาขา ไว้ดังนี้
-"สาขาสถาปัตยกรรมภายในและมัณฑนศิลป์" หมายความว่า วิชาชีพสถาปัตยกรรมที่ใช้ศาสตร์และศิลป์ในการออกแบบเพื่อสร้างสรรค์องค์ประกอบทางกายภาพและสภาพแวดล้อมภายในอาคาร -งานสาขาสถาปัตยกรรมภายในและมัณฑนศิลป์ คืองานสำหรับพื้นที่ภายในอาคารสาธารณะที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 500 ตารางเมตรขึ้นไป -มีขอบเขตงาน 5 ลักษณะคือ "งานศึกษาโครงการ งานออกแบบ งานบริหารและอำนวยการก่อสร้าง งานตรวจสอบ และงานให้คำปรึกษา"
ผู้ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมภายในหรือมัณฑนศิลป์ในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสภาสถาปนิกโดยผ่านทางสมาคมมัณฑนากรแห่งประเทศไทย ในช่วงปี พ.ศ.2543 ไปแล้ว และส่วนหนึ่งก็ได้ยื่นขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมสำหรับสาขาสถาปัตยกรรมภายในหรือมัณฑนศิลป์ไปแล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 เป็นต้นมา โดยมีจำนวนปรากฏในทะเบียนของสภาสถาปนิกดังนี้ ระดับวุฒิสถาปนิก 158 คน ระดับสามัญสถาปนิก 131 คน และระดับภาคีสถาปนิก 148 คน (ข้อมูล ณ ปี พ.ศ. 2549) สำหรับขั้นตอนการขอใบอนุญาตในปัจจุบันจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้
1. สมัครเป็นสมาชิกสภาสถาปนิก ในประเภทสมาชิกสามัญ โดยที่บุคคลนั้นๆต้องมีคุณวุฒิการศึกษาที่สภาสถาปนิกรับรอง เมื่อได้รับการประกาศให้เป็นสมาชิกสภาสถาปนิกแล้วจึงดำเนินการขั้นตอนยื่นขอรับใบอนุญาตฯต่อไป 2. ยื่นขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม สาขาสถาปัตยกรรมภายในมัณฑนศิลป์ เมื่อได้รับการประกาศให้เป็นสมาชิกสภาสถาปนิกแล้ว ให้ปฏิบัติดังนี้ -ผู้ที่สำเร็จการศึกษาก่อนปี พ.ศ.2546 ให้ยื่นขอโดยใช้ระเบียบข้อบังคับเดิมได้ (ข้อบังคับสภาสถาปนิก ว่าด้วยการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม ระดับภาคีสถาปนิก ระดับสามัญสถาปนิก และระดับวุฒิสถาปนิก สาขาสถาปัตยกรรมผังเมือง สาขาภูมิสถาปัตยกรรม และสาขาสถาปัตยกรรมภายในและมัณฑนศิลป์ พ.ศ. 2545)*** ซึ่งมีสาระสำคัญในเชิงคุณสมบัติคือ จำนวนปีประสบการณ์ เช่น ถ้าสำเร็จการศึกษาแบบหลักสูตร 5 ปี ยื่นระดับวุฒิสถาปนิกต้องมีประสบการณ์มาแล้ว 13 ปี หรือ ระดับสามัญสถาปนิกต้องมีประสบการณ์มาแล้ว 5 ปี เป็นต้น ทั้งนี้ยังต้องยื่นผลงาน****ตามจำนวนที่สภาสถาปนิกกำหนดประกอบ *** อ้างอิงจาก http://www.coa.or.th/download/law/010210.pdf **** อ้างอิงจาก http://www.coa.or.th/services02_info03d.html -ส่วนผู้ที่สำเร็จการศึกษาหลังปี พ.ศ.2546 ให้ยื่นขอโดยใช้ระเบียบข้อบังคับใหม่ได้ (ร่างข้อบังคับสภาสถาปนิก ว่าด้วยหลักเกณฑ์และคุณสมบัติของผู้ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม ระดับภาคีสถาปนิกพิเศษ ระดับภาคีสถาปนิก ระดับสามัญสถาปนิก และระดับวุฒิสถาปนิก พ.ศ.......) ซึ่งเป็นร่างข้อบังคับที่ผ่านการลงมติจากที่ประชุมใหญ่วิสามัญสภาสถาปนิก ครั้งที่ 1/2550 เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2550 แล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนเสนอกระทรวงมหาดไทย เพื่อประกาศใช้ต่อไป ซึ่งในสาระสำคัญคือ จะต้องผ่านการทดสอบและอบรมตามระเบียบที่สภาสถาปนิกกำหนด (สามารถดูรายละเอียดได้จากเอกสารประชุม http://www.coa.or.th/download/news500119-02.pdf หน้า 52) -ส่วนผู้ที่สำเร็จการศึกษาในสาขาใกล้เคียง/เทียบเท่า ตามที่สภาสถาปนิกได้ร่างระเบียบข้อบังคับ ให้กับผู้ที่มีคุณวุฒิการศึกษาใกล้เคียง/เทียบเท่า และนำเข้าที่ประชุมใหญ่วิสามัญสภาสถาปนิก ครั้งที่ 1/2550 ไปเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2550 แล้วนั้น ปรากฎว่าร่างข้อบังคับนี้ไม่ผ่านมติของที่ประชุม เนื่องจากในร่างขอบังคับนี้มีประเภทของคุณวุฒิและคุณสมบัติหลายอย่าง เช่นคุณวุฒิข้ามสาขา อนุปริญญา ปริญญาที่สูงกว่าปริญญาตรี คุณวุฒิเทียบเท่า สมาชิกมีความเห็นหลากหลายและไม่สามารถทำความเข้าใจได้ทั้งหมด จึงต้องนำกลับไปพิจารณาแก้ไขร่างข้อบังคับนี้ใหม่ ขณะนี้จึงยังไม่สามารถยื่นขอรับใบอนุญาตฯได้ โดยทางสมาคมมัณฑนากรฯได้ดำเนินการในเรื่องนี้ให้กับผู้ที่มีคุณวุฒิการศึกษาใกล้เคียง/เทียบเท่า มาตั้งแต่เริ่มมีสภาสถาปนิก และพยายามผลักดันให้ร่างข้อบังคับนี้ผ่านความเห็นชอบของสภาสถาปนิกต่อไป (สามารถดูรายละเอียดได้จากเอกสารประชุม http://www.coa.or.th/download/news500119-02.pdf หน้า 61) องค์กรที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันองค์กรวิชาชีพและวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมภายในและมัณฑนศิลป์ มีดังนี้
1. สภาสถาปนิก เป็นองค์กรตามกฎหมายพระราชบัญญัติสถาปนิก พ.ศ.2543 มีอำนาจและหน้าที่ในการควบคุมดูแลการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมสาขาต่างๆ เช่นการออกใบอนุญาตฯ การรับรองปริญญาและคุณวุฒิการศึกษา รับรองความรู้ความชำนาญ การออกข้อบังคับต่างๆเพื่อนำมาปฏิบัติใช้กับสภาสถาปนิก จรรยาบรรณวิชาชีพ เป็นต้น (ดูอำนาจหน้าที่ได้จากhttp://www.coa.or.th/download/law/020101.pdf) ดังนั้นผู้ที่ประกอบวิชาชีพหรือกำลังจะประกอบวิชาชีพทางสถาปัตยกรรมสาขาต่างๆจึงต้องเกี่ยวข้องกับสภาสถาปนิก (http://www.coa.or.th) โดยตรง
2. สมาคมมัณฑนากรแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรวิชาชีพของนักวิชาชีพสถาปนิกภายใน หรือ มัณฑนากร หรือ นักออกแบบตกแต่งภายใน ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2531 เป็นการรวมกลุ่มของนักวิชาชีพที่กล่าวถึงข้างต้น โดยอยู่ภายใต้กฎหมาย "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" (บรรพ1 หลักทั่วไป ลักษณะ2 บุคคล หมวด2 นิติบุคคลส่วนที่2 สมาคม มาตรา 78-109) โดยมีวัตถุประสงค์และบทบาท เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติวิชาชีพของสมาชิก ด้วยการเป็นตัวแทนของสมาชิกในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เช่น เป็นผู้แทนในองค์กรควบคุมวิชาชีพสถาปัตยกรรม การจัดการเสริมสร้างความรู้และพัฒนาวิชาชีพต่อเนื่องให้กับสมาชิก การจัดหารายได้เพื่อประโยชน์ขององค์กรในการจัดกิจกรรมต่างๆ การติดต่อสร้างความสัมพันธ์กับองค์กรวิชาชีพในสาขาเดียวกันในระดับนานาชาติ และกับองค์กรวิชาชีพสาขาที่เกี่ยวข้องในระดับประเทศและนานาชาติ การจัดกิจกรรมสร้างสัมพันธ์และความสามัคคีในหมู่สมาชิก ดังนั้นนอกจากเราจะมีสภาสถาปนิกซึ่งทำหน้าที่ตามกฎหมายวิชาชีพแล้ว สมาคมยังเป็นองค์กรวิชาชีพที่จะสนับสนุนสมาชิกในส่วนอื่นๆ และควรที่จะเสริมสร้างองค์กรในระดับสมาคมให้มีความก้าวหน้าต่อไป เพื่อประโยชน์ทั้งต่อสมาชิกเอง ต่อสังคม สาธารณะและประเทศชาติ 3. สภาวิชาการสถาปัตยกรรมภายในและออกแบบภายในแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรวิชาการของภาควิชาและสาขาวิชาจากสถาบันระดับอุดมศึกษาที่มีการเรียนการสอนในสาขาวิชาสถาปัตยกรรมภายในและออกแบบภายใน เริ่มก่อตั้งและดำเนินการเมื่อปีการศึกษา 2544 ปัจจุบันมีสมาชิกจากสถาบันการศึกษาระดับอุดมศิกษาจำนวน 16 แห่ง มีการจัดกิจกรรมต่างๆในด้านการบริการวิชาการ การวิจัย ข่าวสารและด้านอื่นๆตามวัตถุประสงค์ของสภาวิชาการฯเป็นประจำทุกปี โดยมีการประชุมใหญ่ทางวิชาการ การอบรมเชิงปฏิบัติการ การจัดนิทรรศการผลงาน การปัจฉิมนิเทศรวม และกิจกรรมอื่นๆที่เกี่ยวเนื่อง โดยเจ้าภาพและประธานสภาฯจะมีการหมุนเวียนกันจัด ตามลำดับของการก่อตั้งภาควิชา ทั้งนี้องค์กรดังกล่าวนี้จะเป็นผู้สนับสนุนวิชาชีพสถาปัตยกรรมภายในและมัณฑนศิลป์ในอีกด้านหนึ่ง เช่น การเข้าร่วมวางแผนการพัฒนาระบบการศึกษา กำหนดนโยบายในการรับรองคุณวุฒิการศึกษา และการส่งบุคลากรผู้ทรงคุณวุฒิร่วมเป็นอนุกรรมการด้านการศึกษาให้กับทางสภาสถาปนิก การส่งบุคลากรเข้าร่วมสนับสนุนการดำเนินการของสมาคมมัณฑนากรและสมาคมวิชาชีพอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
จะเห็นได้ว่ากฎหมายวิชาชีพนอกจากจะเป็นการกำหนดรูปแบบของการควบคุมการประกอบวิชาชีพแล้ว ยังต้องมีองค์กรวิชาชีพ และการพัฒนาองค์กรวิชาชีพทั้งองค์กรหลัก และองค์กรสนับสนุน รวมถึงองค์กรทางด้านวิชาการ ซึ่งองค์กรต่างๆจำเป็นที่จะต้องประสานการทำงานและหาแนวทางในการพัฒนาในด้านต่างเข้าด้วยกันเพื่อให้วิชาชีพก้าวหน้าเป็นประโยชน์ต่อสังคม สาธารณะและประเทศชาติ ตามหลักการ เหตุผล และวัตถุประสงค์ในการออกกฎหมายวิชาชีพต่อไป ในส่วนของผู้ประกอบวิชาชีพนั้นทางองค์กรที่เกี่ยวข้องก็ยังต้องมีกระบวนการในการดำเนินการเพื่อให้ท่านได้ประกอบวิชาชีพต่อไป โดยการออกระเบียบข้อบังคับต่างๆอีกเป็นจำนวนมาก อาจจะต้องใช้เวลาในขั้นตอนต่างๆบ้าง เนื่องจากความซับซ้อนและความหลากหลายและจากการที่เพิ่งจะเริ่มมีกฎหมายบังคับใช้ได้ไม่นาน ผู้ประกอบวิชาชีพควรที่จะรับรู้ข่าวสารจากองค์กรต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการประกอบวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง
|
ตามติดบ้านคนดัง เลดี้ กาก้า LADY GAGA
forfur ขอเกาะกระแสคนดังเอาใจเหล่าสัตว์ประหลาดตัวน้อยๆของเจ้าหญิงก้าหรือ
ลิตเติ้ลมอนสเตอร์ (little monster) ไปดูกันซิว่าบ้านของหัวหน้าของเหล่าปีศาจตัวน้อยมีรูปร่างหน้าตายังไง

บ้านขนาด 6 ห้องนอน 8 ห้องน้ำของกาก้าหลังนี้ตั้งอยู่ที่ Bel-Air หรือย่านที่พักของบรรดาเหล่าเศรษฐีทั้งหลายบนภูเขา Westside เมือง Los Angeles ใหญ่โตมโหฬารขนาดนี้แต่เป็นเพียงแค่บ้านพักชั่วคราวเวลากาก้าเดินทางมา Hollywood เท่านั้น โดยเธอควักกระเป๋าจ่ายเดือนละ $25,000 หรือประมาณเดือนละ 800,000 บาทนั่นเอง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)