กฎหมายวิชาชีพ ความเกี่ยวข้องกับผู้ประกอบวิชาชีพและองค์กรที่เกี่ยวข้อง


สืบเนื่องจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติสถาปนิก พ.ศ.2543 แทน พระราชบัญญัติวิชาชีพสถาปัตยกรรม พ.ศ.2508โดยเปลี่ยนบทบาท 
           การควบคุมการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมจากกระทรวงมหาดไทย โดย คณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม(ก.ส.) มาเป็นองค์กร "สภาสถาปนิก" ซึ่งอยู่ในการกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และจากการประกาศใช้กฎกระทรวงควบคุมการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรม 4 สาขา เมื่อปี พ.ศ.2542 ในชื่อเรียก "กฎกระทรวงฉบับที่ 9 พ.ศ.2542" ซึ่งได้ประกาศให้วิชาชีพสถาปัตยกรรมประกอบไปด้วย 4 สาขาคือ สาขาสถาปัตยกรรมหลัก สาขาสถาปัตยกรรมผังเมือง สาขาภูมิสถาปัตยกรรม และสาขาสถาปัตยกรรมมัณฑนศิลป์ และในปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนมาเป็น "กฎกระทรวงกำหนดวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม พ.ศ. 2549"* ออกตาม พระราชบัญญัติสถาปนิก พ.ศ.2543** และ กฎกระทรวงฯ พ.ศ.2549 ยังคงประกอบไปด้วย 4 สาขาวิชาชีพสถาปัตยกรรมเหมือนเดิม เพียงแต่ได้เปลี่ยนชื่อสาขา "สถาปัตยกรรมมัณฑนศิลป์" เป็น "สถาปัตยกรรมภายในและมัณฑนศิลป์" โดยที่ในปัจจุบันกำลังอยู่ในระหว่างกระบวนการร่างกฎหมายในระดับ "ข้อบังคับ" ออกมาเพื่อให้กฎหมายหลักสามารถบังคับใช้ได้
* อ้างอิงจาก http://www.coa.or.th/download/document/ministerial-vocation.pdf
** อ้างอิงจาก http://www.coa.or.th/download/law/020101.pdf
กฎหมายวิชาชีพที่กล่าวถึงข้างต้น (กฎกระทรวงกำหนดวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม พ.ศ. 2549) ในทางปฏิบัติเมื่อประกาศใช้แล้ว ผู้ที่ประกอบวิชาชีพในสาขาใดๆตามระบุในกฎกระทรวงจะต้องเป็นผู้ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพในสาขานั้นๆ โดยมีระยะเวลาผ่อนผันตามบทเฉพาะกาลให้ผู้ที่ยังไม่มีใบอนุญาตฯยื่นขอใบอนุญาตได้ภายในระยะเวลา 2 ปี ซึ่งกฎหมายนี้ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2549 มีสาระสำคัญในส่วนของสาขาสถาปัตยกรรมภายในฯระบุนิยามของสาขา ไว้ดังนี้
-"สาขาสถาปัตยกรรมภายในและมัณฑนศิลป์" หมายความว่า วิชาชีพสถาปัตยกรรมที่ใช้ศาสตร์และศิลป์ในการออกแบบเพื่อสร้างสรรค์องค์ประกอบทางกายภาพและสภาพแวดล้อมภายในอาคาร
-งานสาขาสถาปัตยกรรมภายในและมัณฑนศิลป์ คืองานสำหรับพื้นที่ภายในอาคารสาธารณะที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 500 ตารางเมตรขึ้นไป
-มีขอบเขตงาน 5 ลักษณะคือ "งานศึกษาโครงการ งานออกแบบ งานบริหารและอำนวยการก่อสร้าง งานตรวจสอบ และงานให้คำปรึกษา"
ผู้ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมภายในหรือมัณฑนศิลป์ในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสภาสถาปนิกโดยผ่านทางสมาคมมัณฑนากรแห่งประเทศไทย ในช่วงปี พ.ศ.2543 ไปแล้ว และส่วนหนึ่งก็ได้ยื่นขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมสำหรับสาขาสถาปัตยกรรมภายในหรือมัณฑนศิลป์ไปแล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ.2546 เป็นต้นมา โดยมีจำนวนปรากฏในทะเบียนของสภาสถาปนิกดังนี้ ระดับวุฒิสถาปนิก 158 คน ระดับสามัญสถาปนิก 131 คน และระดับภาคีสถาปนิก 148 คน (ข้อมูล ณ ปี พ.ศ. 2549) สำหรับขั้นตอนการขอใบอนุญาตในปัจจุบันจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้

1. สมัครเป็นสมาชิกสภาสถาปนิก ในประเภทสมาชิกสามัญ โดยที่บุคคลนั้นๆต้องมีคุณวุฒิการศึกษาที่สภาสถาปนิกรับรอง
เมื่อได้รับการประกาศให้เป็นสมาชิกสภาสถาปนิกแล้วจึงดำเนินการขั้นตอนยื่นขอรับใบอนุญาตฯต่อไป
2. ยื่นขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม สาขาสถาปัตยกรรมภายในมัณฑนศิลป์ เมื่อได้รับการประกาศให้เป็นสมาชิกสภาสถาปนิกแล้ว ให้ปฏิบัติดังนี้

-ผู้ที่สำเร็จการศึกษาก่อนปี พ.ศ.2546 ให้ยื่นขอโดยใช้ระเบียบข้อบังคับเดิมได้ (ข้อบังคับสภาสถาปนิก ว่าด้วยการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม ระดับภาคีสถาปนิก ระดับสามัญสถาปนิก และระดับวุฒิสถาปนิก สาขาสถาปัตยกรรมผังเมือง สาขาภูมิสถาปัตยกรรม และสาขาสถาปัตยกรรมภายในและมัณฑนศิลป์ พ.ศ. 2545)*** ซึ่งมีสาระสำคัญในเชิงคุณสมบัติคือ จำนวนปีประสบการณ์ เช่น ถ้าสำเร็จการศึกษาแบบหลักสูตร 5 ปี ยื่นระดับวุฒิสถาปนิกต้องมีประสบการณ์มาแล้ว 13 ปี หรือ ระดับสามัญสถาปนิกต้องมีประสบการณ์มาแล้ว 5 ปี เป็นต้น ทั้งนี้ยังต้องยื่นผลงาน****ตามจำนวนที่สภาสถาปนิกกำหนดประกอบ
*** อ้างอิงจาก http://www.coa.or.th/download/law/010210.pdf
**** อ้างอิงจาก http://www.coa.or.th/services02_info03d.html

-ส่วนผู้ที่สำเร็จการศึกษาหลังปี พ.ศ.2546 ให้ยื่นขอโดยใช้ระเบียบข้อบังคับใหม่ได้ (ร่างข้อบังคับสภาสถาปนิก ว่าด้วยหลักเกณฑ์และคุณสมบัติของผู้ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม ระดับภาคีสถาปนิกพิเศษ ระดับภาคีสถาปนิก ระดับสามัญสถาปนิก และระดับวุฒิสถาปนิก พ.ศ.......) ซึ่งเป็นร่างข้อบังคับที่ผ่านการลงมติจากที่ประชุมใหญ่วิสามัญสภาสถาปนิก ครั้งที่ 1/2550 เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2550 แล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนเสนอกระทรวงมหาดไทย เพื่อประกาศใช้ต่อไป ซึ่งในสาระสำคัญคือ จะต้องผ่านการทดสอบและอบรมตามระเบียบที่สภาสถาปนิกกำหนด (สามารถดูรายละเอียดได้จากเอกสารประชุม http://www.coa.or.th/download/news500119-02.pdf หน้า 52)

-ส่วนผู้ที่สำเร็จการศึกษาในสาขาใกล้เคียง/เทียบเท่า ตามที่สภาสถาปนิกได้ร่างระเบียบข้อบังคับ ให้กับผู้ที่มีคุณวุฒิการศึกษาใกล้เคียง/เทียบเท่า และนำเข้าที่ประชุมใหญ่วิสามัญสภาสถาปนิก ครั้งที่ 1/2550 ไปเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2550 แล้วนั้น ปรากฎว่าร่างข้อบังคับนี้ไม่ผ่านมติของที่ประชุม เนื่องจากในร่างขอบังคับนี้มีประเภทของคุณวุฒิและคุณสมบัติหลายอย่าง เช่นคุณวุฒิข้ามสาขา อนุปริญญา ปริญญาที่สูงกว่าปริญญาตรี คุณวุฒิเทียบเท่า สมาชิกมีความเห็นหลากหลายและไม่สามารถทำความเข้าใจได้ทั้งหมด จึงต้องนำกลับไปพิจารณาแก้ไขร่างข้อบังคับนี้ใหม่ ขณะนี้จึงยังไม่สามารถยื่นขอรับใบอนุญาตฯได้ โดยทางสมาคมมัณฑนากรฯได้ดำเนินการในเรื่องนี้ให้กับผู้ที่มีคุณวุฒิการศึกษาใกล้เคียง/เทียบเท่า มาตั้งแต่เริ่มมีสภาสถาปนิก และพยายามผลักดันให้ร่างข้อบังคับนี้ผ่านความเห็นชอบของสภาสถาปนิกต่อไป (สามารถดูรายละเอียดได้จากเอกสารประชุม http://www.coa.or.th/download/news500119-02.pdf หน้า 61)

องค์กรที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันองค์กรวิชาชีพและวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมภายในและมัณฑนศิลป์ มีดังนี้
1. สภาสถาปนิก เป็นองค์กรตามกฎหมายพระราชบัญญัติสถาปนิก พ.ศ.2543 มีอำนาจและหน้าที่ในการควบคุมดูแลการประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมสาขาต่างๆ เช่นการออกใบอนุญาตฯ การรับรองปริญญาและคุณวุฒิการศึกษา รับรองความรู้ความชำนาญ การออกข้อบังคับต่างๆเพื่อนำมาปฏิบัติใช้กับสภาสถาปนิก จรรยาบรรณวิชาชีพ เป็นต้น (ดูอำนาจหน้าที่ได้จากhttp://www.coa.or.th/download/law/020101.pdf) ดังนั้นผู้ที่ประกอบวิชาชีพหรือกำลังจะประกอบวิชาชีพทางสถาปัตยกรรมสาขาต่างๆจึงต้องเกี่ยวข้องกับสภาสถาปนิก (http://www.coa.or.th) โดยตรง
2. สมาคมมัณฑนากรแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรวิชาชีพของนักวิชาชีพสถาปนิกภายใน หรือ มัณฑนากร หรือ นักออกแบบตกแต่งภายใน ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2531 เป็นการรวมกลุ่มของนักวิชาชีพที่กล่าวถึงข้างต้น โดยอยู่ภายใต้กฎหมาย "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" (บรรพ1 หลักทั่วไป ลักษณะ2 บุคคล หมวด2 นิติบุคคลส่วนที่2 สมาคม มาตรา 78-109) โดยมีวัตถุประสงค์และบทบาท เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติวิชาชีพของสมาชิก ด้วยการเป็นตัวแทนของสมาชิกในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เช่น เป็นผู้แทนในองค์กรควบคุมวิชาชีพสถาปัตยกรรม การจัดการเสริมสร้างความรู้และพัฒนาวิชาชีพต่อเนื่องให้กับสมาชิก การจัดหารายได้เพื่อประโยชน์ขององค์กรในการจัดกิจกรรมต่างๆ การติดต่อสร้างความสัมพันธ์กับองค์กรวิชาชีพในสาขาเดียวกันในระดับนานาชาติ และกับองค์กรวิชาชีพสาขาที่เกี่ยวข้องในระดับประเทศและนานาชาติ การจัดกิจกรรมสร้างสัมพันธ์และความสามัคคีในหมู่สมาชิก ดังนั้นนอกจากเราจะมีสภาสถาปนิกซึ่งทำหน้าที่ตามกฎหมายวิชาชีพแล้ว สมาคมยังเป็นองค์กรวิชาชีพที่จะสนับสนุนสมาชิกในส่วนอื่นๆ และควรที่จะเสริมสร้างองค์กรในระดับสมาคมให้มีความก้าวหน้าต่อไป เพื่อประโยชน์ทั้งต่อสมาชิกเอง ต่อสังคม สาธารณะและประเทศชาติ
3. สภาวิชาการสถาปัตยกรรมภายในและออกแบบภายในแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรวิชาการของภาควิชาและสาขาวิชาจากสถาบันระดับอุดมศึกษาที่มีการเรียนการสอนในสาขาวิชาสถาปัตยกรรมภายในและออกแบบภายใน เริ่มก่อตั้งและดำเนินการเมื่อปีการศึกษา 2544 ปัจจุบันมีสมาชิกจากสถาบันการศึกษาระดับอุดมศิกษาจำนวน 16 แห่ง มีการจัดกิจกรรมต่างๆในด้านการบริการวิชาการ การวิจัย ข่าวสารและด้านอื่นๆตามวัตถุประสงค์ของสภาวิชาการฯเป็นประจำทุกปี โดยมีการประชุมใหญ่ทางวิชาการ การอบรมเชิงปฏิบัติการ การจัดนิทรรศการผลงาน การปัจฉิมนิเทศรวม และกิจกรรมอื่นๆที่เกี่ยวเนื่อง โดยเจ้าภาพและประธานสภาฯจะมีการหมุนเวียนกันจัด ตามลำดับของการก่อตั้งภาควิชา ทั้งนี้องค์กรดังกล่าวนี้จะเป็นผู้สนับสนุนวิชาชีพสถาปัตยกรรมภายในและมัณฑนศิลป์ในอีกด้านหนึ่ง เช่น การเข้าร่วมวางแผนการพัฒนาระบบการศึกษา กำหนดนโยบายในการรับรองคุณวุฒิการศึกษา และการส่งบุคลากรผู้ทรงคุณวุฒิร่วมเป็นอนุกรรมการด้านการศึกษาให้กับทางสภาสถาปนิก การส่งบุคลากรเข้าร่วมสนับสนุนการดำเนินการของสมาคมมัณฑนากรและสมาคมวิชาชีพอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
จะเห็นได้ว่ากฎหมายวิชาชีพนอกจากจะเป็นการกำหนดรูปแบบของการควบคุมการประกอบวิชาชีพแล้ว ยังต้องมีองค์กรวิชาชีพ และการพัฒนาองค์กรวิชาชีพทั้งองค์กรหลัก และองค์กรสนับสนุน รวมถึงองค์กรทางด้านวิชาการ ซึ่งองค์กรต่างๆจำเป็นที่จะต้องประสานการทำงานและหาแนวทางในการพัฒนาในด้านต่างเข้าด้วยกันเพื่อให้วิชาชีพก้าวหน้าเป็นประโยชน์ต่อสังคม สาธารณะและประเทศชาติ ตามหลักการ เหตุผล และวัตถุประสงค์ในการออกกฎหมายวิชาชีพต่อไป ในส่วนของผู้ประกอบวิชาชีพนั้นทางองค์กรที่เกี่ยวข้องก็ยังต้องมีกระบวนการในการดำเนินการเพื่อให้ท่านได้ประกอบวิชาชีพต่อไป โดยการออกระเบียบข้อบังคับต่างๆอีกเป็นจำนวนมาก อาจจะต้องใช้เวลาในขั้นตอนต่างๆบ้าง เนื่องจากความซับซ้อนและความหลากหลายและจากการที่เพิ่งจะเริ่มมีกฎหมายบังคับใช้ได้ไม่นาน ผู้ประกอบวิชาชีพควรที่จะรับรู้ข่าวสารจากองค์กรต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการประกอบวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง

ตามติดบ้านคนดัง เลดี้ กาก้า LADY GAGA

forfur ขอเกาะกระแสคนดังเอาใจเหล่าสัตว์ประหลาดตัวน้อยๆของเจ้าหญิงก้าหรือ ลิตเติ้ลมอนสเตอร์ (little monster) ไปดูกันซิว่าบ้านของหัวหน้าของเหล่าปีศาจตัวน้อยมีรูปร่างหน้าตายังไง



บ้านขนาด 6 ห้องนอน 8 ห้องน้ำของกาก้าหลังนี้ตั้งอยู่ที่ Bel-Air หรือย่านที่พักของบรรดาเหล่าเศรษฐีทั้งหลายบนภูเขา Westside เมือง Los Angeles ใหญ่โตมโหฬารขนาดนี้แต่เป็นเพียงแค่บ้านพักชั่วคราวเวลากาก้าเดินทางมา Hollywood เท่านั้น โดยเธอควักกระเป๋าจ่ายเดือนละ $25,000 หรือประมาณเดือนละ 800,000 บาทนั่นเอง



 

สถาปัตยกรรมแนวธรรมชาติ



natural_arch          สถาปัตยกรรมแนวธรรมชาติ (Natural Architecture)
          : ทิศทางใหม่ด้านการวางผังและออกแบบอาคารในอนาคต 
             New Directions of Planning and Building Design
                 ในรอบสิบกว่าปีมานี้ ภาวะโลกร้อนและภัยพิบัติธรรมชาติ เป็นปัญหาวิกฤติที่อยู่ในความสนใจ ของผู้คนทั่วไป เพราะผลกระทบรุนแรงทางลบที่เกิดขึ้นต่อชีวิต ทรัพย์สิน และความเป็นอยู่ของผู้คนทั่วโลก ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ต่างเริ่มตระหนักถึงปัญหาวิกฤติดังกล่าว และมีการรณรงค์หาแนวทางการลดภาวะโลกร้อนและการประหยัดพลังงานกันอย่างจริงจังมากขึ้น
                    ทั้งนี้ ในวงการสถาปัตยกรรม และการวางผังเมืองทั้งของต่างประเทศและของไทย ต่างก็มีความตื่นตัว และหันมาสนใจสร้างสรรค์งานออกแบบในแนวความคิด “สถาปัตยกรรมแนวธรรมชาติ” “สถาปัตยกรรมเขียว” “สถาปัตยกรรมเชิงนิเวศ” มากขึ้นเช่นกัน โดยสาระใหญ่คือการมุ่งเน้นการ วางผังเมือง ผังชุมชน การออกแบบและก่อสร้างอาคารที่กลมกลืน เป็นมิตรกับธรรมชาติ ระบบนิเวศ และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เนื่องจากเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยทำให้ชีวิตการอยู่อาศัยมีคุณภาพมากขึ้น ประหยัดพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ กับทั้งสามารถช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อนได้เป็นอย่างดี
                  1. นวัตกรรมจากการเลียนแบบความหลากหลายและความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ
                      ใครก็ตามที่ท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งในป่า และในเมือง จะมองเห็นทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ คิดค้นและสร้างสรรค์ขึ้นอย่างหลากหลายมากมายสุดคณานับ ทั้งที่เป็นอาคารบ้านเรือน อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ ยานพาหนะ ศิลปกรรม วัดวาอาราม พระราชวัง ป้อมปราการ สิ่งก่อสร้างและนวัตกรรมอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วนทั้งที่ใหญ่โตโอฬารและ สวยงามอลังการน่ามหัศจรรย์ อันเป็นผลมาจากการสะสมภูมิปัญญาทางศิลปะ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของมนุษย์ กระนั้นก็ตาม หากใครได้หันมามองสิ่งรอบตัวและครุ่นคิดพิจารณาอย่างจริงจังในธรรมชาติทั้งหลายตั้งแต่พระอาทิตย์ ดวงดาว แม่น้ำลำธาร สายฝนสายหมอก น้ำตก ขุนเขาหุบเหว ป่าไม้ ต้นไม้นานาพรรณ สัตว์ป่านานาชนิด ทะเล ธรณี ลม ไฟ ฤดูกาล แร่ธาตุ ภูมิลักษณ์และภูมิทัศน์ธรรมชาติที่หลากหลายซับซ้อนแล้ว ก็คงอดที่จะทึ่งและฉงนสนเท่ห์ในความงาม ความยิ่งใหญ่ ความแปลกประหลาด และมหัศจรรย์ของธรรมชาติหลากหลายเหล่านี้ไม่ได้  แม้มนุษย์จะศึกษาเรียนรู้ ธรรมชาติและมีความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มากขึ้นตามลำดับ กระนั้น ก็ยังไม่สามารถศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติได้หมด ธรรมชาติยังคงมีความลึกลับซับซ้อนที่มนุษย์ยังไม่เข้าใจและศึกษาได้หมดสิ้นและมนุษย์ยังไม่สามารถเอาชนะธรรมชาติ ได้จริง ด้วยเหตุที่ชีวิตทั้งพืช สัตว์ และ ภูมิสัณฐานธรรมชาติ ได้มีวิวัฒนาการ มานานนับร้อยล้านปี ทำให้เกิดการ พัฒนาโครงสร้างหรือกลไกการทำงาน ที่ซับซ้อนหรือวิเศษยิ่งกว่าเทคโนโลยี รุ่นล่าสุดที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น เช่น กระบวนการสังเคราะห์แสงของพืช การ ถักใยของแมงมุมที่ใช้พลังงานหรือ ก่อให้เกิดของเสียออกมาน้อยมาก การสร้างรังของนกและปลวก เป็นต้น
                     ดังนั้น การศึกษาเรียนรู้และเลียนแบบเทคโนโลยีจากธรรมชาติ (Biomimicry) จึงเป็นเป้าหมายสำคัญของการสร้าง นวัตกรรมทั้งหลายที่ได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ และหากเราพิจารณาให้ถ่องแท้ ก็จะพบว่าสิ่งประดิษฐ์คิดค้นทั้งหลายจำนวนมากของมนุษย์ที่ผ่าน มานั้น ต่างก็เกิดขึ้นจากการลอกเลียนแบบสิ่งมีชีวิต ในธรรมชาติ เพราะธรรมชาติเกิดขึ้นนำหน้ามาก่อน  แม้ในอดีตการออกแบบทางสถาปัตยกรรม ภูมิสถาปัตยกรรม และการวางผังเมืองและชุมชน สถาปนิกก็ได้แนวคิดหรือแรงบันดาลใจจากธรรมชาติเป็นอย่างมากและในอนาคต สถาปนิกก็จะต้องศึกษาเรียนรู้และเข้าใจระบบนิเวศและเรียนรู้จากธรรมชาติมากขึ้น อีกทั้งรูปทรง โครงสร้างและกระบวนการขององคาพยพทั้งหลาย
                   2. มนุษย์กับการพึ่งพาอาศัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
                    มนุษย์จัดเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งในโลกที่มีวิวัฒนาการมาอย่างยาวนาน กระนั้น ก็นับเป็นองคาพยพหรือเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติด้วย การมีชีวิตและการดำรงอยู่ ของมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตาย ต่างก็อาศัยพึ่งพาธรรมชาติทั้งน้ำเพื่อการดื่มกิน อากาศ เพื่อการหายใจ อาหารเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต เครื่องนุ่งห่มเพื่อกันลมร้อนลมหนาว และแม้การปลูกสร้างอาคารบ้านเรือนหรือสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ก็ต้องอาศัยวัสดุและพลังงาน ที่เกิดขึ้นในธรรมชาติทั้งสิ้น ธรรมชาติขั้นมูลฐาน (มหาภูตรูป 4) คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดของธรรมชาติอื่นหรือสิ่งประดิษฐ์อื่นๆ ที่มนุษย์ สรรค์สร้างขึ้นมานานาชนิด มนุษย์ในยุคแรกเริ่มหรือในชุมชนบรรพกาล ต่างอยู่อาศัยแบบพึ่งพา ธรรมชาติ อาศัยอยู่ในถ้ำ ในหุบเขา ในป่าในโพรงไม้ อาศัยแม่น้ำลำคลอง เก็บกินดอกผลของต้นไม้ และอาศัยล่าสัตว์ในธรรมชาติเพื่อการดำรงชีพเท่านั้น และมนุษย์ ในยุคแรกต่างพากันเคารพนับถือธรรมชาติที่เป็นดิน น้ำ ลม และไฟ หรือมีความเกรงกลัวต่อพลังอำนาจของธรรมชาติ จนต้องมีการเคารพบูชาเทพเจ้าแห่งธรรมชาติทั้งหลาย อาทิเช่น พระแม่ธรณี พระแม่คงคา พระอัคคี พระวาโย เป็นต้น ต่อมา เมื่อมนุษย์มีจำนวนมากขึ้น มีการตั้งถิ่นฐานบ้านเรือน มีการถางป่า ทำไร่ทำนา ทำการเกษตร ก็ต้องอาศัยดิน น้ำ และฝนฟ้า อากาศในฤดูกาลต่างๆ เป็นมูลฐาน ต่อเมื่อมนุษย์มีความโลภมากขึ้น มีการเห็นแก่ตัวสูงขึ้น จึงเกิดการปักปันอาณาเขต ตั้งชุมชน ตั้งเมือง ตั้งประเทศและขยาย อาณาจักรมากขึ้น การใช้ประโยชน์จาก ธรรมชาติและการค้าขายก็มีมากขึ้น มีการสะสมความมั่งคั่งและทรัพย์สิน เงินทองเพิ่มขึ้น ประดิษฐ์คิดค้นเครื่องอำนวยความสบายแก่ชีวิตมากขึ้น เห็นแก่ตัวมากขึ้น ลุ่มหลงในวัตถุนิยม และบริโภคนิยมมากขึ้น การทำลายธรรมชาติก็เริ่มมีมากขึ้นตามลำดับ
                    3. ปัญหาการทำลายธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมของมนุษย์
                       ความโลภและความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ (Ego-centric) ที่มุ่งความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุและการสะสมทรัพย์สินเงินทองเป็นหลัก มีมาตลอดนับหลายร้อยหลายพันปี และด้วย แนวคิดที่ถือเอามนุษย์เป็นใหญ่และเป็นศูนย์กลางสรรพสิ่ง (Anthropocentric view) มนุษย์จึงมีความพยายามจะเอาชนะและครอบงำธรรมชาติ กอบโกย จากธรรมชาติ สะสมทรัพย์สินเป็นของตนให้ได้มากที่สุด วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีก็มีการพัฒนาขึ้น เพื่อรับใช้กิเลสตัณหาของตนมากขึ้นตามลำดับ ความแปลกแยกจากธรรมชาติจึงเริ่มมีมากขึ้น จนกระทั่งมาถึงโลกสมัยใหม่ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 16-18 โลกตะวันตก ได้พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ก้าวหน้ามากที่สุดในโลก และเกิดแนวความคิดเชื่อมั่นในเทคโนโลยี (Technocentrism) กระทั่งต่างพากัน เชื่อว่าสิ่งประดิษฐ์คิดค้นทางวิทยา- ศาสตร์และเทคโนโลยี จะสามารถเอาชนะธรรมชาติได้ทุกอย่าง กระทั่ง เมื่อโลกเข้าสู่ศตวรรษที่ 19-20 ที่เป็นยุคเศรษฐกิจทุนนิยมเสรีประชาธิปไตย รุ่งเรือง จึงมีการพัฒนาเทคโนโลยี อุตสาหกรรมและการค้าอย่างรวดเร็ว จนเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ที่อุตสาหกรรม และพาณิชยกรรมข้ามชาติเกิดขึ้น การ ใช้ประโยชน์ธรรมชาติ การเบียดเบียนธรรมชาติ การทำลายธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมจึงเกิดขึ้นมากเป็นทวีคูณ ปริมาณการใช้น้ำมัน ถ่านหิน น้ำ แร่ธาตุ ไม้ และทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ในโลกมีปริมาณมากขึ้นและสิ้นเปลืองอย่างก้าวกระโดด โดยที่มีการบุกรุกทำลายป่าไม้ มีการถ่ายของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม และการใช้สารเคมีเพื่อการเกษตร ที่สร้างปัญหามลพิษทั้ง ทางดิน น้ำและอากาศ ส่งผลให้เกิดการ เสียสมดุลในระบบนิเวศของโลก ส่งผล ต่อปัญหาโลกร้อนและภัยพิบัติธรรมชาติ ตามมาทั้งแผ่นดินไหว อุทกภัย วาตภัย และโรคภัยระบาดที่รุนแรง ซึ่งกำลังเป็น ปัญหาวิกฤติที่อยู่ในความสนใจของผู้คนทั่วโลกในบัดนี้ ปัจจุบันปัญหาการทำลายธรรมชาติและระบบนิเวศของโลก ปัญหา โลกร้อน และปัญหามลภาวะของโลก ได้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ คุณภาพ ชีวิตและสวัสดิภาพการอยู่อาศัยของ ประชาชนทั่วโลก และกำลังจะทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ หากทุกฝ่ายมิได้มีการตระหนักรู้และเร่งหามาตรการแก้ไขโดยเร็ว ภาวะวิกฤติก็จะทวีความรุนแรงที่เป็นภยันตรายต่อมวลมนุษย์มากขึ้นอีกจนยากจะกอบกู้ได้
                    4. แนวความคิดด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเชิงระบบนิเวศ
                      ความจริงแล้ว แนวความคิดด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (Eco-centric) มีมานานตั้งแต่สมัยโบราณหรือยุคชุมชนบุพกาลหลายพันปีมาแล้ว ตั้งแต่มนุษย์ยังอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างเป็นมิตรผสมกลมกลืน ไม่เบียดเบียนทำลายธรรมชาติ กับทั้งยังเคารพบูชาเทพเจ้าและภูตผีเทพารักษ์ที่สิงสถิตใน ธรรมชาติ ดิน น้ำ ลม ไฟ ป่าไม้ พระอาทิตย์ ดวงดาว เป็นต้น โดยเชื่อว่าธรรมชาติ ทั้งหลายก็มีจิตวิญญาณสิงสถิตอยู่ (Animism) และนับถือเทพหรือเทพีทั้งหลาย ที่เป็นเจ้าในธรรมชาติเหล่านี้ (Polytheism) หรือเชื่อว่าเทพเจ้าสิงสถิตอยู่ทั่วไป ในธรรมชาติและสรรพสิ่งทั้งปวง (Pantheism) ซึ่งแนวคิดเหล่านี้ นับว่าเป็นแนวคิด พื้นฐานทางจิตวิทยาเชิงนิเวศ (Green psychology หรือ Eco-psychology) หรือ จริยธรรมสิ่งแวดล้อมที่สำคัญที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น ศาสดาและเมธาจารย์ทั้งหลาย ในอดีต เช่น พระพุทธเจ้า เล่าจื๊อ พระเยซู นักบุญ นักบวช หรือฤาษีชีไพรทั้งหลาย ก็ล้วนแต่เห็นคุณค่าของธรรมชาติและสอนแนะในการอนุรักษ์ธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระพุทธเจ้า ศาสดาของศาสนาพุทธนั้น อาจได้ชื่อว่าเป็น “บิดาแห่งนิเวศวิทยาโลก” เนื่องจากมีคำสอนมากมายที่เน้น การไม่ทำลายธรรมชาติและเป็นมิตรกับธรรมชาติ  อนึ่ง เกือบทุกศาสนาในโลกนี้ ก็ล้วนแต่มีคำสอนที่ให้มนุษย์เคารพ ธรรมชาติทั้งสิ้น ดังนั้น เพื่อการส่งเสริม การอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มิให้ถูกบุกรุกทำลายมากขึ้น ในปี 1990 ผู้นำศาสนาต่างๆ จึงได้ร่วมมือกันจัดตั้ง องค์กรระหว่างประเทศขึ้นชื่อ “พันธมิตร แห่งวงการศาสนาและการอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อม” (Alliance of Religions and Conservation – ARC) ขึ้น โดยมี 11 ศาสนาเข้าร่วมกิจกรรมขององค์กรนี้
                      แม้ในสมัยใหม่ที่โลกตะวันตก เข้าสู่ยุคทุนนิยมเสรีประชาธิปไตย อุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมแพร่หลายเฟื่องฟู ก็ยังมีนักปราชญ์และผู้รู้ ทั้งหลายที่มองเห็นและตระหนักถึงโทษ ภัยของโลกวัตถุนิยมและการบริโภคที่ หรูหราฟุ่มเฟือยที่ทำลายธรรมชาติ ไม่ว่า จะเป็นนักปรัชญา เช่น St. Francis และ Spinoza กลุ่มศิลปินนักคิดนักเขียน เช่น Shelly และ Blake ที่ย้ำความงดงาม แห่งธรรมชาติ ในขณะที่ Henry David Thoreau ได้ให้ความสำคัญกับการใช้ ชีวิตที่ประหยัดเรียบง่าย เป็นมิตรกับ ธรรมชาติและป่าดงพงไพร หรือจิตรกร อย่าง Gestave Goult และ William Turner ที่ชี้ให้เห็นถึงภูมิลักษณ์ธรรมชาติที่กำลังถูกทำลายโดยระบอุตสาหกรรม ทุนนิยม  หรือนักธรรมชาติวิทยา ผู้ยิ่งใหญ่ เช่น John Muir ที่ทำการ รณรงค์ให้รัฐบาลออกกฎหมายพิทักษ์ รักษาป่าไม้และภูมิสัณฐานที่มีเอกลักษณ์ โดดเด่นทางธรรมชาติมิให้ถูกบุกรุกทำลาย จนนำไปสู่การออกกฎหมายจัดตั้ง อุทยานแห่งชาติในสหรัฐฯ หลายแห่ง และเป็นแรงบันดาลใจสู่การจัดตั้งอุทยาน แห่งชาติหรือวนอุทยานในยุโรปและ ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก
                       แม้ใน ประเทศไทยเรา นายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล ก็ได้เป็นผู้นำผลักดันกฎหมายการจัดตั้งอุทยานแห่งชาติจนสำเร็จเมื่อปี พ.ศ. 2504 เพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ ป่าไม้ และระบบนิเวศมิให้ถูกบุกรุกทำลาย  ในส่วนแวดวงวิชาการ ก็ได้มีการพัฒนา องค์ความรู้ด้านนิเวศวิทยา การอนุรักษ์ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีนักธรรมชาติวิทยาหรือ นักนิเวศวิทยาด้านต่างๆ เกิดขึ้นจำนวน มากมายในหลายประเทศ เช่น Alexander Humboldt นักชีววิทยาชาวเยอรมันผู้ได้ ชื่อว่า “Father of ecology - บิดาแห่ง วิชานิเวศวิทยา” นักชีววิทยาชาวเดนมาร์ก ชื่อ Eugen Warming (1841-1924) ผู้ได้ชื่อว่าเป็น “Founder of ecology - ผู้วางรากฐานวิชานิเวศวิทยา” และ นักชีววิทยาชาวอเมริกันชื่อ Eugene Odum ผู้ได้ชื่อว่าเป็น “Father of modern ecology - บิดาแห่งวิชานิเวศวิทยาสมัยใหม่” อนึ่ง ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองและยุคหลัง อุตสาหกรรมทุนนิยมเฟื่องฟู ระบบนิเวศ และสภาพแวดล้อมด้านต่างๆ ทั้งป่าไม้ และสัตว์ป่าถูกทำลายเสียหายอย่างหนัก มลภาวะในน้ำและอากาศทวีความ รุนแรงมากขึ้น ทำให้เกิดขบวนการ รณรงค์ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม ที่เข้มข้นมากขึ้น โดยมีนักอนุรักษ์ที่ โดดเด่นหลายท่าน อาทิเช่น Rachel Carson ที่เขียนหนังสือ “Silent Spring” อันลือชื่อเมื่อปี ค.ศ. 1962 และการรณรงค์ อย่างจริงจังด้านการต่อสู้โลกร้อน ของ Al Gore ในช่วง 10 กว่าปีมานี้ เป็นต้น นอกจากนี้ ก็มีการจัดงาน “Earth Day” เพื่อรณรงค์ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติของโลกมา ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 และมีองค์กรต่างๆ มากมายที่รณรงค์ด้านการอนุรักษ์ป่า สัตว์ป่า และธรรมชาติแวดล้อม ด้านน้ำ และภูมิอากาศ เช่น The Sierra Club, The National Audubon Society, The Wilderness Society, The National Wildlife Federation, Earth First, Green Peace, The U.S. Green, United Nations เป็นต้น
                    5. ขบวนการขับเคลื่อนสถาปัตยกรรมแนวธรรมชาติ (Natural Architecture Movement)
                        ภาวะโลกร้อนแล ะวิกฤติธรรมชาติ กำลังส่งผลกระทบใกล้ตัว เข้ามาทุกขณะทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จึงต่างพยายามหามาตรการลดภาวะโลกร้อนและการประหยัดพลังงานกัน อย่างจริงจังมากขึ้น รวมทั้งในวงการ สถาปัตยกรรมด้วย ทั้งนี้ เพราะการวางผังเมือง การออกแบบและก่อสร้าง อาคาร เป็นปัจจัยหนึ่งที่สามารถช่วยลด ภาวะโลกร้อน และลดการใช้พลังงาน ได้เป็นอย่างดี ดังนั้น เมื่อไม่กี่ปีมานี้ จึงเกิดแนวความคิดใหม่และกระแสความเคลื่อนไหวด้านการออกแบบ และก่อสร้างอาคารที่เน้นเรื่องคุณภาพ ของชีวิต การประหยัดทรัพยากรและ พลังงาน การเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือการเป็นองคาพยพที่ผสมกลมกลืน กับธรรมชาติและระบบนิเวศมากขึ้น ภายใต้ชื่อและจุดเน้นต่างๆ กัน ได้แก่
“สถาปัตยกรรมแนวธรรมชาติ” (Natural Architecture) “สถาปัตยกรรม เขียว” (Green Architecture) “สถาปัตยกรรมเชิงนิเวศ” (Ecological Architecture) “สถาปัตยกรรมเชิงสิ่งแวดล้อม” (Environmental Architecture) “สถาปัตยกรรมแนวชีวภาพ” (Organic Architecture) และ “สถาปัตยกรรมยั่งยืน” (Sustainable Architecture) เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หากมองย้อนหลัง ไปประมาณ 100 ปีที่ผ่านมา จะเห็น ได้ว่ามีบุคคลในแวดวงสถาปัตยกรรม หลายท่านที่ได้พยายามเสนอแนวความคิดด้านการออกแบบที่เป็นมิตร กับสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถาปนิกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก ในศตวรรษที่ 20 คือ Frank Lloyd Wright (1867 - 1959) ได้ชี้ให้เห็น ถึงความสำคัญของการออกแบบ อาคารที่ใช้วัสดุธรรมชาติให้มากที่สุด      
                     องค์ประกอบอาคารต่างๆ มีการผสาน กลมกลืนและเป็นองคาพยพหนึ่งเดียว กับธรรมชาติ ทำเลที่ตั้งและสภาพ ภูมิทัศน์โดยรอบ มิใช่แยกตัวออกจาก ธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมโดยรอบ อย่างเป็นเอกเทศ  ที่เรียกแนวคิด ทางสถาปัตยกรรมนี้ว่า “Organic architecture” ดังตัวอย่างผลงาน ออกแบบบ้านชื่อ The Fallingwater ที่โด่งดังของเขา แนวคิดนี้นับว่าเกิดขึ้น ก่อนที่คำว่า “ecology - นิเวศวิทยา” จะเป็นที่รู้จักแพร่หลายเสียอีก แม้ว่า แนวคิดก้าวหน้าของแฟรงค์ ลอยด์ ไรท์ จะได้รับความสนใจจากกลุ่มสถาปนิก ในหลายประเทศ แต่ที่สุดก็ต้องหลีก ทางให้กับแนวคิดสถาปัตยกรรมสาย กระแสหลักที่เน้นการสนองตอบความ ต้องการทางธุรกิจและเศรษฐกิจการค้า ยุคทุนนิยม ในศตวรรษที่ 20 ที่มีพลังอิทธิพลมากกว่า อย่างไรก็ตามเมื่อโลกก้าวสู่ ช่วงต้นศตวรรษที่ 21 กระแสความ เคลื่อนไหวด้านการออกแบบอาคาร ที่พยายามเชื่อมโยงอาคารเข้ากับ ธรรมชาติ โดยเน้นเรื่องการประหยัด พลังงาน การเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การผสมกลมกลืนระหว่างอาคาร มนุษย์ ธรรมชาติและระบบนิเวศ ที่เรียกชื่อว่า “สถาปัตยกรรมแนวธรรมชาติ” (Natural Architecture) เริ่มถูกจุด กระแสขึ้นมาอีก โดยที่ความจริงแล้ว แนวคิดนี้ เริ่มก่อตัวมาตั้งแต่ปลาย ทศวรรษ 1960 จากการขับเคลื่อนของ กลุ่มศิลปินที่เน้นสร้างผลงานศิลปะ แนววิวทิวทัศน์และสุนทรียศิลป์ จากลักษณะของธรรมชาติด้านต่างๆ ที่ เรียกว่า “Land art movement” จากแนวคิดและความชื่นชมในศิลปะแนวธรรมชาติ ได้ขยายตัวและก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวด้านการออกแบบและ สถาปัตยกรรมแนวธรรมชาติที่เชื่อมโยง มนุษย์กับธรรมชาติมากขึ้น แนวคิดมูลฐานของขบวนการใหม่นี้คือหลักการที่ว่า มนุษย์ควรจะอยู่ร่วมกับธรรมชาติ อย่างผสานกลมกลืนกับธรรมชาติ ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติตามความจำเป็น ในขณะเดียวกันก็ตระหนักในความสำคัญของธรรมชาติต่อการดำรงชีพของมนุษย์ ซึ่งผลจากการยอมรับ และชื่นชมในความงามและความน่าพิศวงในธรรมชาติ (respect and appreciation for nature) ดังกล่าว สะท้อนออกมาในผลงานทางสถาปัตยกรรมแนวธรรมชาติในหลากหลายมิติ เช่น มีความเรียบง่าย ใช้วัสดุธรรมชาติ จากท้องถิ่น ใช้แรงงานท้องถิ่น ออกแบบ รูปทรงและโครงสร้างที่เลียนแบบธรรมชาติ เป็นมิตรกับธรรมชาติรอบ ด้าน (nature friendly) ทั้งพืชพรรณ ภูมิลักษณ์ แหล่งน้ำและภูมิอากาศ ซึ่งมิใช่เพียงการไม่ทำลายธรรมชาติ รอบด้านเท่านั้น หากอาคารที่รังสรรค์ขึ้นนั้น พยายามใช้ทรัพยากรธรรมชาติ อย่างประหยัด และตัวอาคารจะเป็นองค์ประกอบที่ประสานกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว กับธรรมชาติแวดล้อมนั้นด้วย ดังเช่น Sim Van Den Ryn ผู้ก่อตั้ง The Ecological Design Institute เขียนในหนังสือ Ecological Design เมื่อปี ค.ศ. 1996 ว่า “การออกแบบเชิงนิเวศ เป็นรูปแบบการออกแบบที่พยายามลดผลกระทบทาง ทำลายต่อสภาพแวดล้อม โดยการรวมประสานการออกแบบที่เข้ากับกระบวนการของธรรมชาติ การรวมประสานนี้ จะหมายถึงการออกแบบที่เคารพต่อความ หลากหลายทางชีวภาพ ลดการทำลายทรัพยากร อนุรักษ์วัฏจักรน้ำ รักษาคุณภาพ การอยู่อาศัย และคำนึงถึงความมีสุขภาพที่ดีของมนุษย์และระบบนิเวศ”
                     นอกจากนี้ Brett Holverstott ผู้เขียนเรื่อง What Can Architecture Learn From Nature? กล่าวว่า “สถาปนิกทั้งหลายสนใจในการเลียนแบบและประยุกต์ธรรมชาติ มิใช่เพียง การหาวิธีการใหม่ในด้านการก่อสร้างอาคารเท่านั้น หากแต่เป็นการแสวงหาแหล่ง กำเนิดแห่งแรงบันดาลใจในการแสดงออกทางสุนทรียภาพ และมีอยู่หลายกรณี ที่การเลียนแบบธรรมชาติก่อให้เกิดการออกแบบและสร้างอาคารที่มีประสิทธิภาพสูง มีความคงทน ใช้พลังงานและวัสดุทรัพยากรที่น้อยลง”  และ Maria Lorena Lehman สถาปนิกผู้เคยสอนที่ Harvard University Graduate School of Design กล่าวไว้ในบทความ “Biomimicry: Architecture Inspired By Nature” ตอนหนึ่งว่า “นักออกแบบเกือบทั้งหมด จะได้ประโยชน์จากการศึกษาแง่มุมบาง ด้านจากธรรมชาติ ....ธรรมชาติสามารถ สอนเราได้ในเรื่องระบบ วัสดุ กระบวนการโครงสร้าง และสุนทรียภาพ ดังนั้น โดยการศึกษาให้ลึกซึ้งมากขึ้นถึงวิธีการ ที่ธรรมชาติแก้ปัญหาที่เราต้องเผชิญ ในเวลานี้ เราก็อาจจะมีวิธีการแก้ปัญหา และการค้นพบแนวทางใหม่ๆ ในการ สร้างสิ่งแวดล้อมของอาคารที่ดีขึ้นได้ และในฐานะสถาปนิก เราสามารถก่อ ประโยชน์จากการเลียนแบบธรรมชาติ เพื่อสร้างสรรค์อาคารที่ดีขึ้น โดยวิธีการ ที่มีลักษณะธรรมชาติ การผสมผสาน ความหลากหลาย การเพิ่มประสิทธิภาพ และสุขภาพการอยู่อาศัยมากขึ้น”
สถาปนิกและนักธรรมชาติวิทยา ยุคใหม่ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดัน และส่งเสริมแนวความคิด “สถาปัตย- กรรมแนวธรรมชาติ” ยังมีอีกหลาย ท่านที่โดดเด่น ได้แก่ ศาสตราจารย์ Alessandro Rocca แห่งสถาบัน Milan Polytechnic ผู้เขียนหนังสือชื่อ “Natural Architecture” ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ. 2007 ที่นำเสนอผลงานสถาปัตยกรรมแนวธรรมชาติที่น่าสนใจถึง 66 โครงการ จากสถาปนิก 18 ท่าน (เช่น Patrick Dougherty, Nils-udo, Ex. Studio,Edward Ng เป็นต้น)
                    อนึ่ง สถาปนิกแนวนิเวศวิทยา ชาวอังกฤษชื่อ David Pearson ผู้เขียนหนังสือชื่อ “In Search of Natural Architecture” เมื่อปี ค.ศ. 2005 ได้ สืบสาวแนวคิดของสถาปัตยกรรมแนว ธรรมชาติตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน กับทั้งนำเสนอผลการสำรวจอาคารจาก ทั่วโลกที่อาศัยแนวความคิดใหม่ที่ให้ความสำคัญกับผลกระทบของงาน สถาปัตยกรรมต่อสภาพแวดล้อมทาง ระบบนิเวศที่สะอาด (environmentally clean) รวมทั้งสุขภาพทางกายและ จิตใจที่ดีของมนุษย์ (spiritually healthy) นอกจากนี้ Stephen Kellert ศาสตราจารย์ด้านนิเวศวิทยาสังคมแห่ง มหาวิทยาลัยเยล ผู้เขียนหนังสือเรื่อง “Biophilic Design: The Theory, Science, and Practice of Bringing Buildings to Life” และเรื่อง “Reconnecting with Nature Through Green Architecture” เมื่อปี ค.ศ. 2009 โดยได้เน้นย้ำความสำคัญของโลก ธรรมชาติในการออกแบบและก่อสร้าง อาคารว่ามีผลต่อคุณภาพการอยู่อาศัย และสุขภาพที่ดีของมนุษย์ เขาเห็นว่า อาคารต้องมีหน้าต่างรับลมมากขึ้น ใช้ แสงธรรมชาติ รับอากาศบริสุทธิ์ มีพื้นที่ ปลูกต้นไม้และสวน และใช้วัสดุธรรมชาติ มากขึ้น นอกจากนี้ ในระยะไม่กี่ปีมานี้ ยังมีหนังสือสถาปัตยกรรมในแนว เน้นธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีก มากมาย เช่น (2000) David Pearson’s New Organic Architecture: The Breaking Wave (2001), Deborah Gans’s The Organic Approach to Architecture (2003), Javier Senosiain’s Bio-Architecture (2003) Eugene Tsui’s Evolutionary Architecture (2006) Alan Hess’s Organic Architecture: The Other Modernism (2006), Museum Zurich’s Nature Design : From Inspiration to Innovation (2007), Phillip Jodidio’s Green Architecture Now ! (2009), เป็นต้น อนึ่ง เมื่อปี ค.ศ. 2008 James Wines อดีตคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย ผู้ก่อตั้งสถาบัน “SITE Environmental Design” ที่ นิวยอร์ก ได้เขียนหนังสือที่น่าสนใจยิ่งชื่อ “Green Architecture” ที่สืบสาวประวัติ ความเป็นมาของปรัชญาเชิงนิเวศและสถาปัตยกรรมเขียวตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยท่านได้ตอกย้ำความสำคัญของงานสถาปัตยกรรมและการอยู่อาศัยในเมืองที่เป็นมิตรและผสมกลมกลืนกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค ศตวรรษที่ 21 ที่ปัญหาวิกฤติธรรมชาติด้านต่างๆ ทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งนี้ James Wines ได้ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มสถาปัตยกรรมเชิงนิเวศในอนาคตหลาย ประการ เช่น บ้านจะมีขนาดที่เล็กลง การใช้วัสดุก่อสร้างที่สามารถนำมาหมุนเวียนใช้ใหม่ได้ การใช้วัสดุก่อสร้างที่ประหยัดพลังงานในการผลิตและการขนส่ง การใช้ไม้ ที่ปลูกได้เองในท้องถิ่นแทนที่ไม้จากป่าธรรมชาติหรือจากต่างแดน การใช้น้ำอย่าง ประหยัดหรือหมุนเวียนมาใช้ใหม่ได้ การออกแบบที่ทำให้การบำรุงรักษาต่ำ การรักษาสภาพแวดล้อมมิให้มีของเสียเกิดขึ้นและการเพิ่มความร่มรื่นเขียวชอุ่ม การประหยัดพลังงานไฟฟ้าและการใช้พลังงานจากธรรมชาติทดแทนมากขึ้น ทั้งจาก แสงอาทิตย์ พลังลมและน้ำ เป็นต้น นอกจากนี้ James Wines ยังได้ชี้ให้เห็น
ผลงานของสถาปนิกแนวเน้นธรรมชาติหลายท่าน อาทิเช่น
               soft-and-hairy-house  1) บ้าน “Soft and Hairy House” โดยสถาปนิก Ushida Windley ที่สร้าง เมื่อปี ค.ศ. 1994 ที่เมือง Tsukuba City ใกล้กรุงโตเกียว เป็นอาคารเชิงนิเวศที่หลังคาเป็นลานสวนต้นไม้ ให้ความร่มรื่น มีการควบคุมความเย็นสบายภายในอาคาร Soft and Hairy House, Tsukuba City
                  2) บ้าน “Underhill” ที่ออกแบบโดย Arther Quarmby ที่สร้างที่เมือง Yorkshire ประเทศอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 1974 เป็นบ้านแนวอิงแอบพสุธา (Earthsheltered house หรือ Geotecture) โดยสร้างลึกลงไปจากเนินเขาถึง 4.8 เมตร ด้านบนเป็นหลังคาที่ปกคลุมด้วยต้นไม้ผสมกลมกลืนกับภูมิทัศน์รอบด้าน ทำให้ ภายในอาคารมีอุณหภูมิเย็นสบายตลอดปี โดยที่มีการใช้พลังงานน้อยมากและ
                  3) กลุ่มบ้าน “Nine-Houses” โดย Peter Vetsch ที่เมือง Dietikon ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่สร้างบริเวณ เนินเขาปกคลุมอาคารด้วยดินธรรมชาติ สร้างรายรอบสระน้ำ ส่วนกลางโครงสร้าง ภายในเป็นแบบอุโมงค์ดินที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และใช้แสงธรรมชาติ เป็นหลัก เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ความตื่นตัวในการ ออกแบบสถาปัตยกรรมในแนวเน้นธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เรียกกันว่า “สถาปัตยกรรมเขียว” (Green Architecture) ได้รับการขับเคลื่อนให้เกิดผลทางปฏิบัติอย่างจริงจังจากบทบาทของสหรัฐฯ มาตั้งแต่ ค.ศ. 2000 ในการกำหนด หลักเกณฑ์การประเมินอาคารเขียว หรือ LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) ที่เน้นปัจจัย 6 ด้านหลัก ได้แก่ ความยั่งยืนของที่ตั้ง ประสิทธิภาพการใช้น้ำ พลังงานและบรรยากาศ ทรัพยากรและวัสดุ สภาพแวดล้อม ภายในอาคาร และนวัตกรรมอาคารและการออกแบบ ซึ่งหลักเกณฑ์ของ LEED ได้รับ ความสนใจอย่างกว้างขวางทั่วโลก แต่รายละเอียดหลักเกณฑ์อาจไม่เหมาะสมกับประเทศไทยที่มีสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้นแตกต่างจากประเทศสหรัฐอเมริกา
underhill                    6. สถาปัตยกรรมแนวธรรมชาติ : ทิศทางใหม่ในประเทศไทย
                      ปัจจุบัน สถาปัตยกรรมแนวธรรมชาติ และสถาปัตยกรรมเขียว ที่เน้นการ ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม เริ่มได้รับความสนใจในการเรียนการสอนและการออกแบบก่อสร้าง จริงของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยต่างๆ ของไทยมากขึ้นตามลำดับ ตัวอย่างเช่น “ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเทคโนโลยีอาคารและสิ่งแวดล้อม” คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ริเริ่มงานออกแบบแนวธรรมชาติมาแล้วกว่า 10 ปี โดยมีตัวอย่างผลงานการออกแบบและก่อสร้างจริงที่ปากช่อง ซึ่งเป็นการออกแบบโดยคำนึงถึงรูปทรงของอาคารที่เหมาะสม กับเทคโนโลยีอาคาร รวมทั้งระบบนิเวศอย่างครบวงจร (ลิขสิทธิ์ของบริษัท GG Advantage จำกัด) กับทั้งยังได้นำมาประยุกต์ใช้กับอาคารสภาสถาปนิกแห่งใหม่ บนถนนพระราม 9 โดยมีสถาบันวิชาชีพหลายแห่งของรัฐให้ความสนใจ รวมทั้งให้การสนับสนุนการสร้างอาคาร ในแนวทางดังกล่าวมากขึ้น นอกจากนี้ ที่คณะฯ ยังได้มีการสอนให้นิสิตมองเห็นประโยชน์ของธรรมชาติต่อคุณค่าด้าน การออกแบบ โดยเล็งเห็นว่าการศึกษา ธรรมชาติแวดล้อมสามารถเป็นต้นแบบ นำไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานและรูปทรง ที่มีสัดส่วนลงตัวสวยงามได้ ดังได้มีการ ตีพิมพ์หนังสือ “สถาปัตยกรรมจาก รูปทรงธรรมชาติ” มีข้อความตอนหนึ่งว่า “ธรรมชาติมีหลายสิ่งหลายอย่างให้เรียนรู้ รูปทรงและสัดส่วนที่กลมกลืนสอดคล้องกันอย่างลงตัว นับเป็นบทเรียนสำคัญให้ มนุษย์ได้ศึกษาค้นคว้าและวิจัยทดลอง เพื่อให้เกิดความแปลกใหม่หรือนวัตกรรมอยู่เสมอ ธรรมชาติจึงเป็นครู เป็นบทเรียนอันมีค่ายิ่ง” นอกจากนี้ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เน้นการสอนแนวสถาปัตยกรรมยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม Underhill, Yorkshire Nine-Houses, Dietikon เป็นปรัชญาของหลักสูตรมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 และเมื่อปี พ.ศ. 2553 นี้เอง ก็ได้จัดตั้ง “ศูนย์นวัตกรรมอาคารและเทคโนโลยี (CBIT)” เป็นศูนย์การวิจัย และบริการวิชาการเฉพาะทางด้าน สถาปัตยกรรมยั่งยืน หรืออาคารเขียว และสภาพแวดล้อม ในขณะที่คณะ นอกจากมหาวิทยาลัยแล้ว สมาคมวิชาชีพในแวดวงการก่อสร้าง ก็ได้ให้ความสำคัญและตื่นตัวกับการ ออกแบบอาคารเขียวเพื่อสิ่งแวดล้อมกัน มากขึ้น เช่น สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ASA) ก็ได้ ตระหนักถึงความสำคัญของสถาปัตยกรรมแนวธรรมชาติ โดยกำหนดให้มี พันธกิจหลักในการดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่ Green Architecture ส่งเสริมให้เกิด สถาปัตยกรรมเขียว มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดการใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติของโลก ลดภาวะโลกร้อนและ รักษาสภาพแวดล้อม มีการจัดทำ ASA Green Guide เป็นคู่มือการออกแบบอาคารเพื่อรักษาสภาพแวดล้อม และ การประหยัดพลังงาน รวมทั้งร่วมมือกับ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ว.ส.ท.) จัดตั้ง สถาบันอาคารเขียวไทย และจัดทำหลัก- สถาปัตยกรรมศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ก็ได้ให้ความสำคัญ กับการวิจัยด้านอาคารเขียว และให้ บริการหน่วยงานภายนอกที่ประสงค์จะประเมินสถานะอาคารเขียวของตน เป็นต้น
                     เกณฑ์การประเมินรับรองอาคารเขียว หรือ Green Building สำหรับประเทศ ไทย เช่นเดียวกับเกณฑ์การประเมิน ระบบ LEED ของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินให้มีความเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศของประเทศไทยด้วย รวมทั้งการประเมินและให้การรับรอง อาคารที่ผ่านเกณฑ์ โดยมีเป้าหมายให้ สามารถดำเนินการได้ในปี พ.ศ. 2553 นอกจากนี้ ยังมี “สภาสถาปนิก” ซึ่ง เป็นองค์กรที่มีหน้าที่ออกหรือเพิกถอนใบอนุญาตแก่ผู้ประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม ตลอดจนรับรองความรู้ ความชำนาญในการประกอบ วิชาชีพสถาปัตยกรรม ที่กำลังดำเนินการ จัดทำดัชนีประเมินคุณภาพอาคารและ สิ่งแวดล้อมที่เหมาะกับประเทศไทยอย่างแท้จริง จากการทบทวนแนวคิดเรื่อง สถาปัตยกรรมแนวธรรมชาติ และสถาปัตยกรรมเขียวดังกล่าวมา จึงคาดการณ์ ได้ว่า ในอนาคตทิศทางการออกแบบและ การก่อสร้างอาคารทั้งในต่างประเทศและ ในประเทศไทยเอง จะมุ่งเน้นในเรื่องการออกแบบอาคารที่ประหยัดพลังงานและ ทรัพยากรมากขึ้น มีความกลมกลืนกับ ธรรมชาติและเป็นมิตรต่อระบบนิเวศ และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สามารถลดภาวะโลกร้อนได้มากขึ้น ทั้งนี้ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และองค์กรวิชาชีพด้าน การออกแบบและก่อสร้าง จะต้องเป็นองค์กรนำในการศึกษาเรียนรู้ธรรมชาติ การพัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ด้านสถาปัตยกรรมเขียว การศึกษาวิจัยและ พัฒนาเทคโนโลยีอาคารเขียว รวมทั้งการ ขับเคลื่อนสถาปัตยกรรมแนวธรรมชาติ หรือสถาปัตยกรรมเขียวสู่ภาคปฏิบัติ อย่างจริงจังต่อไป วิชาสถาปัตยกรรมแนวธรรมชาติ ควรจะมีการเรียนการสอนกันมากขึ้น ทั้งนี้ หน่วยงานภาครัฐ  ควรมีนโยบายสนับสนุนการศึกษาวิจัย สถาปัตยกรรมแนวธรรมชาติแก่มหาวิทยาลัย และการพัฒนาอาคาร แนวธรรมชาติแก่ผู้ประกอบการหรือเจ้าของอาคาร เช่น มาตรการสนับสนุนทางด้านภาษีหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ นอกจากนี้ สถาบันการเงินควรจะมีนโยบายสนับสนุนด้านสินเชื่อแก่ผู้ ประกอบการและผู้ซื้อที่อยู่อาศัยที่ ประหยัดพลังงาน เป็นมิตรกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาโลกร้อนและการรับผิดชอบต่อสังคมด้วย
ที่มาของข้อมูล : ธรรมชาติศึกษาและที่อยู่อาศัยเชิงนิเวศ /วารสารธนาคารอาคารสงเคราะห์ /GHBHomeCenter.com

สิ่งที่สำคัญกับการออกแบบ


                  At the end of this article you'll be able to recognize and use the basic i nterior design principles used by every interior designer to create a great design, and who knows maybe you'll also save some money, or start a new career ! ที่ท้ายบทความนี้ของคุณจะสามารถรับรู้และใช้หลักการออกแบบขั้นพื้นฐาน i nterior ใช้ออกแบบภายในทุกคนเพื่อสร้างการออกแบบที่ยอดเยี่ยมและผู้รู้บางทีคุณจะประหยัดเงินได้บางหรือเริ่มทำงานใหม่ Now let's begin with the beginning, and undestand what interior design is … ตอนนี้ขอเริ่มต้นด้วยการเริ่มต้นและ undestand สิ่งที่ออกแบบภายใน is ...
“ Interior design is the process of shaping the experience of interior space, through the manipulation of spatial volume as well as surface treatment. "ออกแบบตกแต่งภายในพื้นที่กระบวนการภายในของการสร้างประสบการณ์ผ่านการจัดการของปริมาณพื้นที่รวมทั้งผิว Not to be confused with interior decoration, interior design draws on aspects of environmental psychology, architecture, and product design in addition to traditional decoration. ไม่ต้องสับสนกับการตกแต่งภายในการออกแบบตกแต่งภายในเสมอด้านจิตวิทยาสิ่งแวดล้อมสถาปัตยกรรมและการออกแบบผลิตภัณฑ์นอกจากการตกแต่งแบบดั้งเดิม
An interior designer is a person who is considered a professional in the field of interior design or one who designs interiors as part of their job. ออกแบบภายในเป็นผู้ถือเป็นมืออาชีพในด้านการออกแบบภายในหรือผู้ออกแบบตกแต่งภายในเป็นส่วนหนึ่งของงานของพวกเขา Interior design is a creative practice that analyzes programmatic information, establishes a conceptual direction, refines the design direction, and produces graphic communication and construction documents. การออกแบบภายในคือการสร้างสรรค์ที่วิเคราะห์ข้อมูลทางโปรแกรม, กำหนดทิศทางความคิด, กลั่น direction การออกแบบและผลิตภาพการสื่อสารและการสร้างเอกสาร In some jurisdictions, interior designers must be licensed to practice.” – Source : Wikipedia ในเขตอำนาจศาลบางออกแบบภายในต้องได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติ . "-- ที่มา : วิกิพีเดีย
                  Now that you have an idea about interior design, we can move forward and learn something really useful, the principles of interior design. ตอนนี้คุณมีความคิดเกี่ยวกับการออกแบบภายในเราสามารถก้าวไปข้างหน้าและเรียนรู้สิ่งที่มีประโยชน์จริงๆหลักการของการออกแบบภายใน Let's begin ! เอาล่ะ!

                 When doing interior design it is necessary to think of the house as a totality; a series of spaces linked together by halls and stairways. เมื่อออกแบบภายในทำมีความจำเป็นต้องคิดว่าบ้านเป็นจำนวนทั้งสิ้นนั้นชุดของช่องว่างที่เชื่อมโยงกันโดยหอพักและบันได It is therefore appropriate that a common style and theme runs throughout. ดังนั้นจึงเหมาะสมที่รูปแบบทั่วไปและรูปแบบทำงานตลอด This is not to say that all interior design elements should be the same but they should work together and complement each other to strengthen the whole composition. นี้ไม่ได้กล่าวว่าองค์ประกอบของการออกแบบภายในควรจะเหมือนกัน แต่ควรทำงานร่วมกันและเสริมกันเพื่อช่วยให้ส่วนผสมทั้งหมด A way to create this theme or storyline is with the well considered use of color. วิธีสร้างธีมนี้หรือเรื่องราวที่จะมีการใช้ถือว่าดีของสี Color schemes in general are a great way to unify a collection of spaces. โครงร่างสีทั่วไปเป็นวิธีที่ดีในการรวมกันเก็บของพื้นที่ For example, you might pick three or four colors and use them in varying shades thoughout the house. ตัวอย่างเช่นคุณอาจเลือกสามหรือสี่สีและใช้พวกเขาในเฉดสีที่แตกต่างกัน thoughout บ้าน

                In a short sentence for those who just scan this article balance can be described as the equal distribution of visual weight in a room. ในประโยคสั้น ๆ สำหรับผู้ที่เพียงแค่สแกนสมดุลบทความนี้จะอธิบายการกระจายความเท่าเทียมกันของน้ำหนักภาพในห้องพัก There are three styles of balance:symmetrical , asymmetrical, and radial. มี : สามลักษณะสมดุลสมดุล, ไม่สมมาตรและรัศมี
                Symmetrical balance is usually found in traditional interiors. ยอดสมมาตรมักจะพบในตกแต่งแบบดั้งเดิม Symmetrical balance is characterized by the same objects repeated in the same positions on either side of a vertical axis, for example you might remember old rooms where on each side of a room is an exact mirror of the other. ยอดสมมาตรเป็นลักษณะวัตถุเดียวกันซ้ำในตำแหน่งเดียวกันในด้านของแกนแนวตั้งทั้งตัวอย่างเช่นคุณอาจจำห้องเก่าที่อยู่ด้านข้างของแต่ละห้องเป็นกระจกตรงที่อื่นๆ This symmetry also reflects the human form, so we are inately comfortable in a balanced setting.สมมาตรนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงรูปมนุษย์เราจึงมี inately สบายในการตั้งค่าสมดุล
                 Asymmetrical balance is more appropriate in design in these days. สมดุลอสมมาตรจะเหมาะสมกว่าในการออกแบบในวันนี้ Balance is achieved with some dissimilar objects that have equal visual weight or eye attraction. มีความสมดุลกับวัตถุที่แตกต่างกันบางอย่างที่มีน้ำหนักภาพเท่ากันหรือตาดึงดูด Assymetrical balance is more casual and less contrived in feeling, but more difficult to achieve. ยอด Assymetrical สามารถเพิ่มเติมสบายและไม่ contrived ในความรู้สึก แต่ยากที่จะบรรลุ Asymmetry suggests movement, and leads to more lively interiors. ความไม่สมดุลแนะนำการเคลื่อนไหวและนำไปสู่การตกแต่งที่มีชีวิตชีวามากขึ้น
                 Radial symmetry is when all the elements of a design are arrayed around a center point. สมมาตร Radial เป็นเมื่อทุกองค์ประกอบของการออกแบบที่สวมรอบจุดศูนย์กลาง A spiral staircase is also an excellent example of radial balance. บันไดเวียนเป็นตัวอย่างที่ดีของสมดุลรัศมี Though not often employed in interiors, it can provide an interesting counterpoint if used appropriately. แต่มักจะไม่ทำงานในการตกแต่งภายในก็สามารถให้ counterpoint น่าสนใจถ้าใช้อย่างเหมาะสม
Interior design's biggest enemy is boredom. ศัตรูที่ใหญ่ที่สุดออกแบบตกแต่งภายในเป็นเบื่อ A well-designed room always has, depending on the size of it, one or more focal points. ห้องดีเสมอมีการออกแบบขึ้นอยู่กับขนาดของมันหนึ่งหรือจุดโฟกัส A focal point must be dominant to draw attention and interesting enough to encourage the viewer to look further. จุดโฟกัสจะต้องโดดเด่นเพื่อดึงดูดความสนใจและน่าสนใจพอที่จะสนับสนุนให้ดูเพื่อดูเพิ่มเติม A focal point thus must have a lasting impression but must also be an integral part of the decoration linked through scale, style, color or theme.จุดโฟกัสจึงต้องประทับใจ แต่ยังต้องเป็นส่วนหนึ่งของการตกแต่งที่เชื่อมโยงผ่านมาตราส่วนสไตล์สีหรือชุดรูปแบบ A fireplace or a flat tv is the first example that most people think of when we talk about a room focal point. เตาไฟหรือ tv แบนเป็นตัวอย่างแรกที่คนส่วนใหญ่คิดว่าเมื่อเราพูดถึงห้องจุดโฟกัส
              If you don't have a natural focal point in your space, such as a fireplace for example, you can create one by highlighting a particular piece of furniture, artwork, or by simply painting a contrasting color in one area. หากคุณไม่มีจุดโฟกัสธรรมชาติในพื้นที่ของคุณเช่นเตาไฟเช่นคุณสามารถสร้างโดยเน้นชิ้นส่วนเฟอร์นิเจอร์, งานศิลปะหรือเพียงแค่ภาพวาดสีตัดกันในพื้นที่ Try to maintain balance, though, so that the focal point doesn't hog all of the attention. พยายามรักษาสมดุล แต่เพื่อให้จุดโฟกัสไม่หมูไม่ทั้งหมดของความสนใจ
              If we would speak about music we would describe rhytmas the beat of pulse of the music. ถ้าเราจะพูดเกี่ยวกับเพลงเราจะอธิบาย rhytmas เต้นของชีพจรของเพลง In interior design, rhythm is all about visual pattern repetition. ในการออกแบบภายในเป็นจังหวะซ้ำทุกรูปแบบเกี่ยวกับภาพ Rhythm is defined as continuity, recurrence or organized movement. จังหวะหมายถึงความต่อเนื่องเกิดขึ้นอีกหรือจัดเคลื่อนไหว To achieve these themes in a design, you need to think about repetition, progression, transition and contrast. เพื่อให้ได้ลักษณะเหล่านี้ในการออกแบบคุณต้องคิดซ้ำ, ความก้าวหน้าในการเปลี่ยนแปลงและความคมชัด Using these mechanisms will impart a sense of movement to your space, leading the eye from one design element to another. การใช้กลไกเหล่านี้จะแจ้งความเคลื่อนไหวให้พื้นที่ของคุณนำตาจากการออกแบบองค์ประกอบหนึ่งไปยังอีก
             Repetition is the use of the same element more than once throughout a space. ซ้ำมีการใช้องค์ประกอบเดียวกันมากกว่าหนึ่งครั้งทั่วพื้นที่ You can repeat a pattern, color, texture, line, or any other element, or even more than one element. คุณสามารถทำซ้ำแบบสีเนื้อเส้นหรือองค์ประกอบอื่น ๆ หรือมากกว่าหนึ่งองค์ประกอบ
              Progression is taking an element and increasing or decreasing one or more of its qualities. ก้าวหน้าคือการองค์ประกอบและเพิ่มขึ้นหรือลดลงหนึ่งหรือคุณภาพของ The most obvious implementation of this would be a gradation by size. การปฏิบัติที่ชัดเจนที่สุดของชั้นนี้จะจำแนกตามขนาด A cluster of candles of varying sizes on a simple tray creates interest because of the natural progression shown. กลุ่มของเทียนของขนาดที่แตกต่างกันในถาดง่ายๆสร้างความสนใจเพราะธรรมชาติขบวนที่แสดง You can also achieve progression via color, such as in a monochromatic color scheme where each element is a slightly different shade of the same hue. คุณยังสามารถบรรลุความก้าวหน้าทางสีเช่นในรูปแบบสี monochromatic ที่แต่ละองค์ประกอบเป็นสีที่ต่างกันเล็กน้อยของสีเดียวกัน
              Transition is a little harder to define. เปลี่ยนเป็นเพียงเล็กน้อยยากที่จะระบุ Unlike repetition or progression, transition tends to be a smoother flow, where the eye naturally glides from one area to another. ไม่เหมือนซ้ำหรือขบวน, การเปลี่ยนแปลงมีแนวโน้มที่จะไหลเรียบที่ตาธรรมชาติติดทนนานจากพื้นที่อื่น The most common transition is the use of a curved line to gently lead the eye, such as an arched doorway or winding path. การเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือการใช้เส้นโค้งให้เบา ๆ นำตาเช่นซุ้มประตูหรือเส้นทางคดเคี้ยว
               Finally, contrast is fairly straightforward. สุดท้ายคมชัดเป็นธรรมตรงไปตรงมา Putting two elements in opposition to one another, such as black and white pillows on a sofa, is the hallmark of this design principle. วางสององค์ประกอบในฝ่ายค้านกันและกันเช่นขาวดำหมอนบนโซฟา, ตราของหลักการออกแบบนี้คือ Opposition can also be implied by contrasts in form, such as circles and squares used together. ฝ่ายค้านสามารถนัยโดยแตกต่างในรูปแบบเช่นวงกลมและสี่เหลี่ยมใช้กัน Contrast can be quite jarring, and is generally used to enliven a space. คมชัดสามารถที่สั่นสะเทือนมากและโดยทั่วไปจะใช้ในการทำให้มีชีวิตชีวาพื้นที่ Be careful not to undo any hard work you've done using the other mechanisms by introducing too much contrast!ระมัดระวังไม่ให้ยกเลิกหรือทำงานหนักคุณได้ดำเนินการโดยใช้กลไกอื่น ๆ โดยแนะนำความคมชัดมากเกินไป
Another important element of interior design where it is necessary to take infinite pains is details. อีกองค์ประกอบสำคัญของการออกแบบภายในที่มีความจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังเป็น infinite รายละเอียด Everything from the trimming on the lamp shade, the color of the piping on the scatter cushion, to the light switches and cupboard handles need attention. ความสนใจทุกอย่างต้องได้จากการพ่ายแพ้ในสีหลอดไฟสีของท่อบนหมอนอิงให้กับสวิตช์ไฟและตู้จับ Unlike color people find details boring. แตกต่างจากคนน่าเบื่อสีดูรายละเอียด As a result it gets neglected and skimmed over or generally left out. ดังนั้นจะได้รับการใส่ใจและไขมันต่ำกว่าปกติหรือซ้ายออก As color expresses the whole spirit and life of a scheme; details are just as an important underpinning of interior design. เป็นสีแสดงทั้งวิญญาณและชีวิตของโครงการ; รายละเอียดเป็นเช่นเดียวกับการหนุนสำคัญในการออกแบบตกแต่งภายใน Details should not be obvious but they should be right, enhancing the overall feel of a room. รายละเอียดไม่ควรชัดเจน แต่ควรจะขวาเพิ่มความรู้สึกโดยรวมของห้อง
               Scale and Proportion – These two design principles go hand in hand, since both relate to size and shape. ขนาดและสัดส่วน -- ทั้งสองหลักการออกแบบไปจับมือกันเนื่องจากทั้งสองเกี่ยวข้องกับขนาดและรูปร่าง Proportion has to do with the ratio of one design element to another, or one element to the whole. สัดส่วนได้จะทำอย่างไรกับอัตราส่วนขององค์ประกอบที่ออกแบบหนึ่งไปยังอีกหรือองค์ประกอบหนึ่งที่ทั้ง Scale concerns itself with the size of one object compared to another. ขนาดตัวเองกังวลกับขนาดของวัตถุหนึ่งเทียบกับอีก
               Color – Colors have a definite impact on the atmosphere that you want to create when doing interior design. -- สีสีมีผลกระทบชัดเจนในการออกแบบบรรยากาศที่คุณต้องการสร้างเมื่อทำภายใน A more detalied post about how colors affect our moods you can find here . โพสต์ detalied เพิ่มเติมเกี่ยวกับสีมีผลต่ออารมณ์ของเราคุณสามารถค้นหา ที่นี่



เก็บตกโครงการ Siamese Twist – พลิกโฉมไส้กระดาษรังผึ้งเป็นพื้นที่นิทรรศการ

ออกแบบและพัฒนาโดย : รชพร ชูช่วย และทีมสถาปนิกจาก all(zone)
เรื่อง : อาศิรา พนารา

วัสดุถือเป็นตัวจักรสำคัญอันหนึ่งในการเปลี่ยนโฉมหน้าและภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาเราอาจเคยได้ยินแต่เรื่องราวของวัสดุใหม่ที่มีคุณสมบัติสุดล้ำจากฝีมือชาวต่างชาติ แต่แท้จริงแล้วในประเทศไทยเราเองก็มีวัสดุเด็ดๆ “ที่คิดค้นขึ้นใหม่” มากมาย เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ กัน ภายใต้โครงการ Siamese Twist นี้ คุณรชพร ชูช่วย และทีมสถาปนิกจาก all(zone) (บริษัทสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบนิทรรศการ) ได้รับโจทย์ที่เฉพาะเจาะจงกว่านักออกแบบท่านอื่น นั่นก็คือ ให้คัดเลือกวัสดุไทยไปใช้กับงานออกแบบนิทรรศการ
การเลือกวัสดุตั้งต้น
เนื่องจากโจทย์ของทีม all(zone) ถูกกำหนดว่า ต้องนำวัสดุที่เลือกมาเป็นวัสดุหลักในการสร้างนิทรรศการ คุณรชพร หัวหน้าทีมสถาปนิก จึงมองหาวัสดุที่มีศักยภาพในการคลุมพื้นที่ สร้างพื้นที่ และมีคุณสมบัติในการเปลี่ยนแปลงรูปทรงได้ในระดับหนึ่ง ในช่วงแรกนั้น พวกเขาได้เลือกวัสดุไว้ 2 ชนิด นั่นคือ เศษไม้สักที่นำมาเจาะรูร้อยกันเป็นเสื่อ (Teak Mat) และไส้ของกระดาษรังผึ้ง (Honey Comb) แต่เนื่องจาก “เสื่อไม้สัก” มีข้อจำกัดด้านน้ำหนัก (หนักมากๆ) จึงไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้เป็นโครงสร้างของนิทรรศการหมุนเวียน (ที่ต้องเคลื่อนย้ายบ่อย) คำตอบเรื่องวัสดุตั้งต้นของทีมนี้จึงมาตกอยู่ที่ “ไส้กระดาษรังผึ้ง”
การต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์
ในฐานะผู้ออกแบบนิทรรศการครั้งนี้ ทีม all(zone) จำเป็นต้องทราบถึงผลงานขั้นสุดท้ายของนักออกแบบที่ร่วมโครงการทุกคนเสียก่อน ซึ่งนั่นเองทำให้ทีมนี้มีเวลาในการทดลองเล่นกับวัสดุค่อนข้างมาก พวกเขาทดลองเทคนิคต่างๆ ร่วม 30 วิธีกับไส้กระดาษรังผึ้ง (มีทั้งที่ใช้ได้และใช้ไม่ได้) จนในที่สุดเมื่อได้เห็นภาพรวมของผลงานแล้ว จึงได้คัดเลือกเทคนิคที่เหมาะสมมาใช้ งานนี้หากจะบอกว่า “การทดลอง” คือ หัวใจหลักของการต่อยอดเพื่อออกแบบนิทรรศการก็คงจะไม่ผิดนัก
ขั้นตอนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ไส้กระดาษรังผึ้งเป็นวัสดุที่เกิดจากรูปหกเหลี่ยมต่อกันเป็นแพทเทิร์น ทำให้มีรูปทรงเป็นอิสระ คาดเดาได้ยาก คุณรชพรจึงเน้นให้ทีมงานค้นหาศักยภาพของวัสดุว่า จะนำมาทำเป็นนิทรรศการได้อย่างไรบ้าง
1. การออกแบบเริ่มต้นจากลักษณะของผลงานที่จัดแสดง คือ ของชิ้นเล็กที่ต้องดูในระยะใกล้ ก็ต้องสร้างสภาพแวดล้อมให้คนเข้าไปดูใกล้ๆ (มิฉะนั้นจะถูกความว่างกลืนหายไป) ส่วนของที่ชิ้นใหญ่มาก ก็จัดแสดงแบบลอยตัว (ลอยออกมาจากโครงสร้างนิทรรศการ) เพราะมีความโดดเด่นอยู่แล้ว
2. ค้นหาเทคนิคจากโจทย์ที่ภัณฑารักษ์ของนิทรรศการได้ให้ไว้ (เน้นการเล่าเรื่องที่สื่อถึงกระบวนการทำงานตามลำดับ) ซึ่งนำไปสู่การใช้พื้นที่แบบยาวเหมือน “โต๊ะทดลอง” ที่มีส่วนผสมต่างๆ มาวางผสานกัน โดยทีม all(zone) มองว่า สิ่งที่คนดูต้องการก็คือ พื้นที่เรียบเป็นระนาบเพื่อชมผลงาน บวกกับพื้นที่โค้งซึ่งจะมาช่วยกำหนดขอบเขตการรับชม (ให้เข้ามาโฟกัสกับผลงานชิ้นเล็กๆ ได้)
อุปสรรคและแนวทางแก้ปัญหา
ด้วยความที่เป็นสถาปนิกซึ่งทำงานกับวัสดุก่อสร้างเป็นส่วนใหญ่ พวกเขาจึงมีความเข้าใจเกี่ยวกับตัววัสดุตั้งต้น (กระดาษรังผึ้ง) น้อยมาก นั่นเองทำให้ทีมของคุณรชพรต้องทำการบ้านอย่างหนักเพื่อค้นหา “เทคนิคการใช้” ที่เป็นไปได้ทั้งหมด โชคดีว่า พวกเขาค้นพบเทคนิคที่น่าสนใจจากความบังเอิญ อาทิเช่น เมื่อสั่งไส้กระดาษรังผึ้งที่มีความหนา 8 ซม. มาทดลองตัดเป็นแผ่นบาง ก็พบว่า การตัดวัสดุนี้ให้แยกขาดจากกันเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่กลับกลายเป็นว่า ส่วนที่ติดกันอยู่ของกระดาษได้สร้างฟอร์มที่สวยงามขึ้นมา ทีมงานจึงตัดสินใจนำคุณสมบัติข้อนี้มาเป็นเทคนิคในการออกแบบนิทรรศการด้วย
จากแนวคิดสู่ต้นแบบ
จากโจทย์ของนิทรรศการที่ต้องการสร้างพื้นที่ให้กับผลงานหลากหลายขนาด บวกกับการค้นพบเทคนิคตัดแยกกระดาษ (แต่ไม่ให้ขาดออกจากกัน) ทีมนักออกแบบของ all(zone) เลือกนำศักยภาพทั้ง 2 ข้อของไส้กระดาษรังผึ้งมาประยุกต์ใช้ในนิทรรศการนี้ หนึ่งคือ นำไส้กระดาษรังผึ้งมาทำเป็นแผ่นเรียบเพื่อโชว์แพทเทิร์นและใช้งานร่วมกับวัสดุอื่น (แผ่นอะคริลิกใสแบบบาง) สองคือ การดัดโค้ง ยึดสกรู แล้วปล่อยให้ไส้กระดาษทิ้งตัวลงมาอย่างอิสระ (สูงต่ำตามการใช้สอยของพื้นที่)
บทสรุป
ทีม all(zone) เผยว่า งานนี้ถือเป็นงานทดลองของพวกเขาจริงๆ ซึ่งก็ตรงกับเป้าหมายของ MCB ที่อยากให้นักออกแบบได้ทดลองเล่นกับวัสดุ ทีมงานทุกคนรู้สึกสนุกและคิดว่า เป็นโอกาสที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ (โดยเฉพาะกับวิชาชีพสถาปนิก) แม้ผลงานสุดท้าย จะเห็นเป็นเพียงนิทรรศการเล็กๆ แต่เบื้องหลังของมันได้ผ่านกระบวนการคิดและทดลองที่ยาวนาน ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับทีมงานที่ลงมือลงแรงกันอย่างเต็มที่

ถอดบทเรียน3มหานคร เวนิส อัมสเตอร์ดัม กัวลาลัมเปอร์ ก่อนก้าวสู่ยุค "วอเตอร์ เวิลด์

รัชนีกร แสงขาว


บ้านลอยน้ำ

กว่า 3 เดือนแล้ว ที่มวลน้ำที่ไม่ได้รับเชิญ ได้โจมตีที่ราบลุ่มตอนกลางของประเทศไทยอย่างสาหัส ความพยายามที่จะปกป้อง และกอบกู้แหล่งเกษตรกรรม ฐานการผลิตภาคอุตสาหกรรม และเส้นทางคมนาคม ถูกฝากความหวังไว้กับโชคชะตา ที่ต้องเสี่ยงกับระดับ น้ำขึ้นน้ำลง

ปีที่แล้วองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลก เผยรายงานการศึกษาภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศใน 11 เมืองใหญ่ในเอเชียที่ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเล หรือดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ระบุว่า

กรุงเทพฯเป็นเมืองที่มีความเปราะบางมากเป็นอันดับ 5 ใน 11 เมือง เนื่องจากที่ตั้งของเมืองอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเพียง 2 เมตรเท่านั้น ขณะที่ระดับน้ำทะเลบริเวณอ่าวไทย จะสูงขึ้นอีก 10-100 เซนติเมตร ภายใน 50 ปีจากนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้คนเกือบ 12 ล้านคน ในพื้นที่กว่า 1,500 ตารางกิโลเมตรของกรุงเทพฯ เสี่ยงต่อการจมน้ำ

การเรียนรู้ที่จะอยู่กับน้ำอย่างชาญฉลาด จึงไม่อาจถูกเพิกเฉยไปได้เลย

อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล ผู้อำนวยการศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (ทีซีดีซี) ยกตัวอย่าง กระบวนการคิดเพื่ออยู่กับน้ำ โดยยกตัวอย่าง 3 เมืองใน 3 ประเทศ คือ เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี อัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ และ กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ที่เป็นเหมือนโมเดลของการปรับตัว ปรับวิธีคิด และปรับชีวิต เพื่ออนาคต ได้อย่างเยี่ยมยอดที่สุด ณ ปัจจุบัน

เวนิส ′ชีวิตกับน้ำขึ้นน้ำลง′

ระดับน้ำทะเลที่ขึ้นลง เป็นเรื่องน่าปวดหัวสำหรับชาวเมืองเวนิส โดยเฉพาะในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2509 หลังฝนกระหน่ำไม่กี่ชั่วโมง ระดับน้ำก็ขึ้นสูงจากระดับปกติ 194 เซนติเมตร เป็น 264 เซนติเมตร ส่งผลให้น้ำท่วมขังนานถึง 48 ชั่วโมง

โดยเฉพาะที่จตุรัสซานมาร์โค จุดต่ำสุดของเมือง เมื่อตอนสร้างห้องใต้ดินของวิหารอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1.5 เมตร ปัจจุบันอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 18 เซนติเมตร

สภาวิจัยเรื่องน้ำของเมือง ระบุสาเหตุที่น้ำท่วมผิดปกติว่า เป็นเพราะความกดอากาศต่ำและลมหนุน

ภาพถ่ายทางดาวเทียมได้เผยให้เห็นเมืองที่อาจจะต้องจมอยู่ใต้ผืนน้ำ โครงการ MOSE (Experimental Electromechanical Module) จึงเกิดขึ้น เป็นการสร้างประตูเหล็กขนาดยักษ์ 78 บานกั้นบริเวณปากน้ำ และใช้พลังของระดับน้ำเป็นตัวรับส่งให้เป็นประตูกลอิสระ โดยประตูจะยกตัวได้สูงสุด 3 เมตร และโยกตัวตามกระแสน้ำ พร้อมทั้งออกแบบไม่ให้รบกวนการไหลเวียน ของน้ำ ซึ่งมีระดับน้ำขึ้นลงวันละ 2 รอบ และหมายถึงการรักษาสมดุลให้แก่ระบบนิเวศของลากูนด้วย

โครงการดังกล่าวมีกำหนดเสร็จสมบูรณ์ในปี 2014 โดยมีสถาปนิกอย่าง Adrea Rinaldo จากมหาวิทยาลัยปาร์ดัวร์ และ Chiang C.Mei จากมหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ ทำงานร่วมกับ ผู้เชี่ยวชาญจากเนเธอร์แลนด์ที่เคยจัดทำโครงการกำแพงกั้นน้ำในเมืองรอตเตอร์ดัมประเทศเนเธอร์แลนด์ สำเร็จในปี 1997

(บน) วิหารซานมาร์โค ในเวนิช ตอนสร้างห้องใต้ดินสูงกว่าระดับน้ำทะเล 1.5 เมตร ปัจจุบันต่ำกว่า 18 เซนติเมตร (ล่าง) อุโมงค์น้ำที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกฉียงใต้ ที่กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย



รัฐบาลอิตาลีลงทุนในโครงการนี้กว่า 4.5 พันล้านยูโร

เทศบาลเมืองยังร่วมกับเหล่าวิศวกร และนักธรณีวิทยาจากมหาวิทยาลัยปาร์ดัวร์ ทำโครงการสร้างระบบสูบน้ำไฮดรอลิกส์เพื่อ ดันพื้นทรายที่อยู่ใต้เกาะเวนิส จำนวน 12 ท่อ ความยาวแต่ละท่อ 765 เมตร กับงบประมาณ 100 ล้านยูโร โดยมุ่งหวังให้แรงดันน้ำนี้อยู่พยุงเกาะเวนิสให้สูงขึ้น

นอกจากนี้ เวนิสยังมีแผนระยะยาวที่จะปกป้องเมืองและคืนความสมดุลให้ลากูนด้วยการย้ายอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ตั้งอยู่ในบริเวณ ใกล้เคียงออกไป ทำให้ชาวเวนิสย้ายออกไปอยู่ ในเมืองอื่น จากเมื่อสิบปีก่อนมีชาวเมืองราว 150,000 คน ปัจจุบันมีชาวเวนิสที่อาศัยในเมืองเพียง 60,000 คน

เนเธอร์แลนด์ ′ดินแดนที่ต่ำกว่าน้ำทะเล′

ด้วยพื้นที่ 2 ใน 3 ของประเทศอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ทำให้ชาวดัชต์ไม่หยุดนิ่งที่จะมีชีวิตบนผืนน้ำ

ล่าสุด เมื่อปี 2010 ยูเนสโกได้ประกาศให้ คลองวงแหวนแห่งศตวรรษที่ 17 โครงการ สร้างเมืองท่าแห่งใหม่ ในเมืองซิงเกลแกรช นครอัมสเตอร์ดัม เป็นมรดกโลก

กระนั้น ความวิตกต่อภาวะโลกร้อน รัฐบาลเนเธอร์แลนด์จึงเร่งหามาตรการต่างๆ เพื่อเตรียมรับมือ ทั้งโครงการสร้างที่ลุ่มเพื่อรองรับระดับน้ำ, การบำรุงรักษากำแพงกั้นน้ำและเขื่อนกั้นน้ำ ตามโครงการ Deltaworks ที่ความยาวกว่า 800 กิโลเมตร ให้อยู่ในสภาพดีเยี่ยม รวมทั้งโครงการส่งเสริมบ้านลอยน้ำบนเกาะจำลอง IJburg ซึ่งปัจจุบันกำลังได้รับความนิยมอย่างสูง

ปัจจุบันบริษัทสถาปนิกในอัมสเตอร์ดัมหลายแห่ง ถือเป็นเจ้านวัตกรรมของเรือโนอาร์แห่งศตวรรษใหม่ โดยเฉพาะ บริษัท Waterstudio ที่ใช้เทคนิคเปลี่ยนวัสดุฐานรากของบ้านจากเสาเข็มคอนกรีตเป็นการหล่อคอนกรีตให้เกิดโพรงแล้วแทนที่ด้วยโฟมด้านใน ทำให้ลอยขึ้นลงได้เวลา น้ำท่วมถึง โดยบ้านทั้งหลังจะยึดติดเสาหลักเป็น ที่จอด และขึ้นลงได้ตามแนวตั้งของเสาหลักนี้ ซึ่งสามารถเลื่อนขึ้นได้สูง 18 ฟุต หรือ ประมาณ 6 เมตร

ส่วนระบบสาธารณูปโภคทั้งหมดเดินผ่าน ท่อพีวีซี ที่ออกแบบให้ยืดหยุ่นกับการขึ้นลงของกระแสน้ำ นอกจากนี้ เพื่อความสบายของคน ในบ้าน นักออกแบบยังได้ประยุกต์ใช้ wave damper หรือ ตัวดูดซับแรงสะท้อนจากคลื่น ที่ใช้ในเรือยอชต์มาใช้ในตัวบ้านด้วย

มรดกทางความคิดของชาวดัตช์ได้ถูกหลอมรวมเป็นทักษะการบริหารจัดการน้ำที่เยี่ยมยอด ในภาครัฐมีกระทรวงบริหารจัดการน้ำโดยตรง และมกุฎราชกุมาร เจ้าชายวิลเลียม อเล็กซานเดอร์ รัชทายาทแห่งเนเธอร์แลนด์ ก็ทรงจบสาขาบริหารจัดการน้ำและเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้โดยเฉพาะด้วย

(บน) คลองวงแหวนแห่งศตวรรษที่ 17 ในเมืองซิงเกลแกรช นครอัมสเตอร์ดัม (ล่าง) ในเมืองเวนิส แม้จะถูกน้ำท่วม แต่ก็ยังมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชม



อุตสาหกรรมน้ำและการจัดการน้ำของประเทศนี้มีมูลค่าสูงถึง 60,000 ล้านยูโร มีบริษัทมืออาชีพจำนวนมากที่ขายเทคโนโลยีให้แก่ประเทศต่างๆ มากมาย

และล่าสุด บริษัทสัญชาติอเมริกันอย่าง IBM Global Center of Excellence for water Management ก็เข้าร่วมแบ่งชิ้นเค้กโดยเข้าไปตั้งบริษัทในอัมสเตอร์ดัมเพื่อหวังใช้ประสบการณ์ อันเชี่ยวกรากของชาวดัชต์ให้เป็นประโยชน์ ต่อธุรกิจ ด้วยเหตุของการแข่งขันภาคเอกชน ยิ่งเป็นตัวผลักดันให้การพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ด้านทรัพยากรน้ำของประเทศนี้ เดินหน้าไกลออกไปเรื่อยๆ

กัวลาลัมเปอร์ ′อุโมงค์เดิมพันหนทางเศรษฐกิจ′

โครงการ Smart Tunnel เป็นอุโมงค์น้ำที่ยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกฉียงใต้ เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2546 เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม และรับมือกับปัญหาการจราจรในเมืองกัวลาลัมเปอร์ โดยตัวอุโมงค์แบ่งเป็น 3 ชั้น ในชั่วโมงเร่งด่วนจะใช้ในทางระบายรถยนต์ แต่ถ้าในกรณีเกิดพายุดีเปรสชั่น กระหน่ำ อุโมงค์ระดับล่างจะเปลี่ยนเป็นอุโมงค์ระบายน้ำ ซึ่งถ้าระดับน้ำยังเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากระบายน้ำไม่ทัน อุโมงค์ชั้นบนจะถูกปิดสำหรับรถยนต์และเปลี่ยนเป็นอุโมงค์ระบายน้ำเช่นกัน โดยมาเลเซียได้ว่าจ้าง นายกุสตาฟ กลาดอส ผู้จัดการโครงการชาวฮังกาเรียน และทีมวิศวกรจากทั้งต่างประเทศ และชาวมาเลย์เอง

เทคนิคอันยอดเยี่ยมอยู่ที่เครื่องเจาะชนิดพิเศษที่สั่งตรงจากเยอรมนี ขนาดยาวกว่า โบอิ้ง 747 น้ำหนัก 2,200 ตัน ราคา 25 ล้านเหรียญ ซึ่งต้องรับหน้าที่ขุดเจาะ ในสภาพพื้นดินธรรมชาติที่ส่วนใหญ่เป็นหินปูน ทำให้เกิดช่องโพรงน้ำในบริเวณกว้าง ซึ่งเสี่ยงต่อการถล่มของพื้นดินด้านบน

แต่ด้วยความพยายามและความรู้ในการบริหารจัดการในปี 2550 อุโมงค์แห่งนี้ก็เปิดดำเนินการได้ในที่สุด

ประเทศไทย ′วันนี้ยังไม่สาย′

สำหรับประเทศไทย ผอ.ทีซีดีซี บอกว่า ต้องเริ่มเสียแต่วันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่กักตุนอาหาร แต่นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีต้องเข้ามามีบทบาทในการเตรียมตัวอย่างจริงจัง

นับแต่การแปรรูปอาหารสำเร็จรูปให้สะดวกและง่ายต่อการบริโภค รวมถึงน้ำดื่ม ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีในหลายประเทศที่ทำได้แล้ว โดยการเปลี่ยนน้ำสกปรกปนเปื้อนให้กลายเป็นน้ำดื่ม

ขณะเดียวกัน ในภาพรวมของแหล่งอาหาร ที่ได้ชื่อว่า "ครัวของโลก" อย่างประเทศไทยแล้ว ความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาพื้นที่ผลิตอาหาร แหล่งเพาะปลูก และเทคโนโลยีระบบชลประทานต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ที่ราบลุ่มของไทยตกอย ู่ในพื้นที่น้ำท่วมอีกครั้ง เพราะนอกจากความ มั่นคงด้านเศรษฐกิจ อันรวมถึงรายได้ของเหล่าเกษตรกร โรงงานผู้ผลิตและแรงงานอีกนับแสนชีวิต ยังรวมถึงการผลิตอาหารเพื่อตอบสนองโลกของเราด้วย

หากเร็วๆ นี้ จำเป็นต้องซ่อมบ้านใหม่ บางทีการมองหาวัสดุใหม่ที่รับมือกับการกัดเซาะ การดูดซับน้ำ หรือการเคลื่อนย้าย จะเป็นทางเลือก ที่จำเป็นสำหรับการออกแบบ ปัจจุบันมีวัสดุมากมายที่ให้คำตอบตั้งแต่ระดับของการสวมใส่ ไปจนถึงการป้องกันชายฝั่งที่ทรุดตัว ยกตัวอย่างเช่น

"หินกันน้ำกัดเซาะ" ก้อนหินผสมกับโพลียูรีเทนสังเคราะห์ที่พัฒนาพิเศษ (จากเยอรมนี) ให้ดูดซับน้ำได้ ทั้งยังมีความยืดหยุ่นสูง จึงช่วยปกป้องแนวกำแพงหินจากแรงกระแทกของน้ำได้ดีกว่าคอนกรีตและยางมะตอยที่มีผิวแข็งและทึบตัน เนื่องจากช่องว่างระหว่างก้อนหินจะช่วยดูดซับแรงกระแทกของน้ำเอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้พังทลาย ที่ถูกคิดค้นมาเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง

"ผ้านาโน" เทคโนโลยีจากสวิตเซอร์แลนด์นี้ ผลิตจากเส้นใยโพลีเอสเตอร์ เคลือบด้วยเส้นใย ซิลิโคนเล็กๆ นับล้านเส้นมีความสามารถในการกันน้ำได้มากที่สุดเท่าที่มีการผลิตมา ปัจจุบันใช้สำหรับเป็นผ้าปูเตียงในโรงพยาบาล และผลิตชุดว่ายน้ำสำหรับนักกีฬา

"วัสดุลอยน้ำ" คืออีกหนึ่งนวัตกรรมต้านน้ำของเยอรมนี การพัฒนาแกนโฟมมาประกบกับ GFR-coating ด้วยวิธีการสุญญากาศ ก่อนจะใช้กระบวนการอบแบบพิเศษเพื่อผลิตวัสดุที่ทนทาน ทว่ามีน้ำหนักเบาขึ้น ซึ่งนอกจากจะลอยน้ำได้แล้ว วัสดุนี้ยังใช้เป็นฉนวนกันความร้อนและกันไฟ ทนต่อรังสียูวี ปลอดจากแมลงต่างๆ อายุการใช้งานนานและราคาถูก เหมาะมากสำหรับการใช้งานเป็นฉากเวที เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงโครงสร้างลอยน้ำอย่างสะพาน หรือบ้านลอยน้ำ

สำหรับพาหนะนอกจากเรือหรือรถฝ่ากระแสน้ำที่จะกลายเป็นเรื่องจำเป็นในอนาคตแล้ว อุปกรณ์อื่นๆ เพื่อการบอกตำแหน่งของการเดินทางนับว่ามีความสำคัญ อาทิ "วัสดุสะท้อนแสง" เพื่อสร้างความปลอดภัยในยามค่ำคืนให้แก่การสัญจร โดยเฉพาะในเส้นทางถนนเข้าหมู่บ้านหรือภายในบ้าน

รวมทั้ง "Flooding Market" หรือตลาดน้ำ ที่จำเป็นต้องมีการจัดการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ศูนย์การกระจายสินค้า กลไกในการควบคุมราคาสินค้าให้เป็นธรรมเพื่อไม่เป็นการซ้ำเติมผู้ประสบภัย

เพราะอุทกภัยครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย เราไม่อาจเอาชนะธรรมชาติได้ถาวร แต่การ "รับมือ" และ "อยู่ร่วม" กับธรรมชาติต่างหาก เป็นสิ่งที่เราต้องไตร่ตรอง


The Piano House


Wowww!!!! ใครจะคิดว่าตึกที่เห็นอยู่นี้กำลังถูกสร้างขึ้นที่ประเทศจีน ประเทศที่ได้ชื่อว่ารักษาวัฒนธรรม ประเพณีดั้งเดิมไว้เป็นอย่างดี แต่ทำไมตึกรูปทรงทันสมัยแห่งนี้จึงถูกสร้างขึ้น The Piano House สถาปัตยกรรมสุดแปลกและไม่มีใครเหมือนแห่งนี้ ตั้งอยู่ที่ Huainan City ประเทศจีน ตัวอาคารถูกเนรมิตให้มีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับเปียโนยักษ์และไวโอลินแก้ว ซึ่งทั้ง 2อาคารนี้สามารถเดินถึงกันได้โดยการสร้างบันไดเชื่อมต่อกัน



ดำเนินการสร้างโดยการปกครองส่วนท้องถิ่นเมือง Huaina ทั้งนี้เพื่อดึงดูดความสนใจแก่นักท่องเที่ยว ให้เดินทางมาท่องเที่ยว ณ เมืองแห่งนี้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นแนวคิดที่ต้องการพัฒนาเมืองเล็กๆในชนบทที่ไม่มีใครรู้จัก และเป็นการกระจายรายได้ให้กับท้องถิ่นอีกวิธีหนึ่งด้วย


นอกจากนี้ยังใช้เป็นสถานที่เรียนรู้และฝึกฝนแก่นักศึกษาวิทยาลัยการดนตรีในท้องถิ่น อีกทั้งยังวางแผนที่ให้อาคารแห่งนี้เป็นที่จัดแสดงนิทรรศการต่างๆอีกด้วย ทันทีเมื่อตึกแห่งเสียงเพลงนี้สร้างเสร็จเมื่อไหร่ Forfur จะนำมาให้เพื่อนๆ ชมอย่างแน่นอนค่ะ


ขอบคุณแหล่งที่มา : www.letmebeinspired.com